อังกฤษ
 
 
บทความ
 
วิชัยยุทธจุลสาร
     ฉบับที่ 37 ประจำเดือน พฤษภาคม - สิงหาคม 2550

สาระน่ารู้ >>

  รับประทานอย่างไร...
ไตไม่เสื่อมเร็ว

แพทย์หญิงสุดารัตน์ สีน้ำเงิน
- แพทยศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (เกียรตินิยมอันดับ 1)
- Thai Board of Internal Medicine
- Thai Board of Nephrology

   
          เป็นที่ทราบกันดีว่าไตมีหน้าที่กำจัดของเสีย เกลือแร่ และน้ำส่วนเกินออกจากร่างกายทางปัสสาวะ ของเสียที่ว่ามาจากไหน คำตอบ คือ มาจากอาหารที่ เรารับประทานกันทุกวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหาร จำพวกโปรตีน ร่างกายจะทำหน้าที่นำโปรตีนไปใช้ ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ สร้างกล้ามเนื้อ และให้พลังงาน ผลลัพธ์สุดท้ายที่ได้จะเป็นของเสียจำพวกยูเรียไนโตรเจน และไตต้องทำหน้าที่กำจัดออก ดังนั้น เพื่อไม่ให้ไตต้อง ทำงานหนักและชะลอไม่ให้ไตเสื่อมลงเร็วกว่าอัตรา เร็วปกติ การรับประทานอย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญ ท่านสามารถทำได้เองที่บ้านของท่าน ไม่ต้องเสียเงิน เพิ่มขึ้น และไม่ต้องมาโรงพยาบาล
          ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ภาวะ ไตเสื่อมนั้นมีทั้งหมด 5 ระยะ ตามตารางที่ 1 การเลือก รับประทานอาหารจำเป็นต้องเลือกให้เหมาะสมกับระยะ ไตเสื่อม ซึ่งในฉบับนี้หมอจะเน้นถึงการรับประทาน อย่างเหมาะสมในผู้ป่วยไตวายระยะตั้งแต่ระยะ 3 ถึง ระยะ 4 หรือระยะก่อนไตเสื่อมระยะสุดท้าย ซึ่งเป็นระยะ ที่จำเป็นต้องฟอกเลือดหรือฟอกของเสียทางหน้าท้อง ระยะนี้มีความสำคัญเพราะถ้าเราปฏิบัติอย่างถูกต้อง เราก็จะสามารถยืดระยะเวลาการเสื่อมของไตให้นานขึ้น ก็หมายถึง เราจะไม่ต้องรับการฟอกเลือดก่อนเวลา อันควร ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ป่วยทุกคนกังวล
          เมื่อไตเริ่มเสื่อม คือ ไตไม่สามารถกำจัดของ- เสีย น้ำ และเกลือแร่ได้เต็มที่ ดังนั้น เราจำเป็นต้อง รับประทานไม่ให้มากเกินไปเพื่อไม่ให้ไตรับภาระหนัก แต่อย่างไรก็ตามไม่ควรจำกัด การรับประทานมากจน เกินไป จะทำให้เกิดภาวะขาดสารอาหาร ซึ่งอันนี้ ไม่ดีเพราะจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เจ็บป่วย และต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ซึ่งพบบ่อย ในระยะไตวายระยะ 4 ให้ง่ายต่อความเข้าใจหมอขอ กล่าวหลักการเลือกรับประทานอาหารเป็นหมวดหมู่ โดยเริ่มจากอาหารที่ควรจำกัดมากสุดก่อน

กลุ่มโปรตีน
          โปรตีนเป็นสารอาหารที่จำเป็นเนื่องจากใช้ใน การสร้างกล้ามเนื้อและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ โปรตีน แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ โปรตีนที่มีคุณภาพดี (High biological protein) อันได้แก่ เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อเป็ด เนื้อไก่ เนื้อกุ้ง เนื้อปลา ไข่ และนม กลุ่มนี้หมอ เน้นว่าควรเลือกรับประทานก่อนเพราะมีประโยชน์ ต่อร่างกายมากกว่าเมื่อเทียบตามปริมาณที่เท่ากัน กับโปรตีนที่ได้จากพืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วลิสง เต้าหู้ ซึ่ง จัดว่าเป็นโปรตีนที่มีคุณภาพต่ำกว่า นอกจากนี้ถั่วยัง มีสารจำพวกฟอสฟอรัสซึ่งอาศัยไตกำจัดออก ซึ่งถ้า ไตเสื่อมฟอสฟอรัสจะคั่งและทำให้เกิดการคันตามตัว และกระดูกพรุนตามมาได้ โปรตีนที่หมอแนะนำที่มี ประโยชน์ ย่อยง่าย ไม่แพงนัก ได้แก่ ไข่ขาวและปลา แต่ถ้าถามว่าเนื้อสัตว์ชนิดอื่น พวกหมู เป็ด ไก่ เหล่านี้ ทานได้ไหม หมอขอตอบว่าได้ แต่จำเป็นต้องคำนวณ ให้ได้ปริมาณต่อวันเท่ากับ 0.6-0.8 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ซึ่งถ้าท่านหนัก 50 กิโลกรัม ก็รับประทานโปรตีนได้วันละ 30-40 กรัม ซึ่งเท่ากับเนื้อสัตว์ที่ยัง ไม่ได้ปรุงสุก 1 ขีด หากท่านตั้งใจจะรับประทานไข่ขาว อย่างเดียวจะเท่ากับไข่ขาวเบอร์ 3 10 ฟอง หรือถ้าเป็น เนื้อสัตว์ 2 ช้อนโต๊ะพูนๆ และไข่ขาว 1 ฟองต่อมื้อ และถ้าท่านหนัก 60 กิโลกรัม ท่านสามารถรับประทาน โปรตีนได้ 40-50 กรัมต่อวัน ซึ่งจะสามารถรับประทาน เนื้อสัตว์ได้ 3 ช้อนโต๊ะพูนต่อมื้อ และไข่ขาวมื้อละฟอง หมอมีตัวอย่างปริมาณโปรตีนที่อยู่ในเนื้อสัตว์ชนิดต่างๆ มาให้ดูแสดงในตารางที่ 1 ซึ่งท่านสามารถเลือก รับประทานตามความชอบใจ
          ที่สำคัญเมื่อท่านรับประทานโปรตีนตาม ตารางที่แสดงไว้ ต้องไม่ลืมรับประทานอาหารจำพวก แป้งด้วย เนื่องจากร่างกายจะใช้แป้งไปให้พลังงาน ต่อร่างกายแทนโปรตีนที่ต้องนำไปใช้สร้างกล้ามเนื้อ
          การจัดอาหารตามตารางไม่จำเป็นต้อง รับประทานเนื้อสัตว์มื้อละ 1 ชนิด ท่านสามารถปรับ เปลี่ยน 2 หรือ 3 รายการเข้าด้วยกัน โดยลดสัดส่วนของ แต่ละชนิดลงซึ่งจะทำให้การรับประทานเป็นไปตาม ธรรมชาติ และท่านสามารถรับประทานร่วมกับ ครอบครัวได้ ส่วนอาหารจำพวกนมเป็นอาหารที่มี โปรตีนคุณภาพสูงเช่นกัน สามารถรับประทานได้ มีข้อควรระวังกรณีที่ไตเสื่อมลงมาก เช่น ระยะ 4 หมอ จะเป็นคนบอกท่านเองให้ลดปริมาณนมลงเพราะมีปริมาณ เกลือฟอสฟอรัสและโปแตสเซียมสูง ส่วนท่านที่ไต เสื่อมระยะ 2 และ 3 ท่านสามารถรับประทานนมได้ เฉลี่ยวันละครึ่งถึงหนึ่งกล่อง (ประมาณ 200 ซีซี) ต่อวัน

กลุ่มคาร์โบไฮเดรต
          เป็นสารอาหารที่เป็นแหล่งพลังงานสำคัญ ของร่างกาย ถ้าท่านรับประทานโปรตีนโดยไม่ รับประทานแป้ง หรือคาร์โบไฮเดรต โปรตีนจะถูกใช้ไป เป็นแหล่งพลังงานแทน จึงควรทานอาหารพวกนี้ด้วย ทุกมื้อ หมอแนะนำควรรับประทานข้าวสวย 2-3

ทัพพี หรือข้าวเหนียวนึ่งครึ่งทัพพี หรือขนมปัง 2-3 แผ่นต่อมื้อ การรับประทานขนมปังก็มีข้อควรระวังโดยเฉพาะ โฮลวีตจะมีเกลือฟอสฟอรัสสูง เป็นอันตรายต่อกระดูก โดยเฉพาะท่านที่ไตเสื่อมระยะ 4 อาจถูกแนะนำให้ จำกัดขนมปังได้
          ในอาหารจำพวกแป้งมีโปรตีนแทรกอยู่ด้วย แต่ปริมาณไม่มาก ในรายที่หมอสั่งให้จำกัดโปรตีน มากๆ เช่น กลุ่มไตวายระยะ 4 ถึง 5 หรือในรายที่ ต้องการรับประทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์ให้ได้มากขึ้น อาจจะเลือก รับประทานอาหารคาร์โบไฮเดรตพวก วุ้นเส้น ก๋วยเตี๋ยวเซี่ยงไฮ้ สาคู ซึ่งอาหารพวกนี้จะ มีโปรตีนต่ำมาก
          กรณีท่านเป็นเบาหวานด้วย ระดับน้ำตาลยัง ควบคุมไม่ดี อาจจะปรับลดอาหารคาร์โบไฮเดรตลง ตามคำแนะนำของแพทย์

กลุ่มไขมัน
          แนะนำให้รับประทานไขมันชนิดไม่อิ่มตัว ได้แก่ น้ำมันมะกอก น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมัน เมล็ดทานตะวัน น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วลิสง น้ำมันงา ส่วนไขมันที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ น้ำมันปาล์ม น้ำมัน มะพร้าว กะทิ น้ำมันหมู เครื่องในสัตว์ ไขมันวัว เนย ครีม ชีสมากขึ้น และเนื้อติดมันทุกชนิด ประโยชน์ของการ ควบคุมอาหารไขมันต่อไตที่สำคัญก็คือป้องกันไม่ให้ ระดับโคเลสเตอรอล ชนิดไม่ดีสูงและเกิดหลอดเลือดตีบ ซึ่งมีประโยชน์ต่ออวัยวะอื่นๆ เช่น หัวใจและสมอง จึงมีความสำคัญ

กลุ่มผักและผลไม้
          อาหารกลุ่มนี้มีเกลือแร่และมีวิตามินมาก ช่วยระบาย ป้องกันท้องผูก ซึ่งพบบ่อยในผู้ป่วยไตวาย ปัญหาการคั่งของเกลือแร่บางตัว เช่น โปแตสเซี่ยม ฟอสฟอรัส ยังมีไม่มากนักในระยะ 3-4 หากระดับ โปแตสเซี่ยมในเลือดของท่านน้อยกว่า 5 mEq/L หมอแนะนำว่าท่านสามารถรับประทานผัก ผลไม้ ได้ตามปกติ ไม่มากและไม่น้อยเกินไป แต่พวกน้ำผลไม้ น้ำผัก ควรหลีกเลี่ยง เพราะมีระดับโปแตสเซี่ยมสูงมาก อาจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้

เกลือและน้ำ
          หลักสำคัญในผู้ป่วยไตเสื่อม คือ ถ้าดื่มน้ำน้อย เกินไปเลือดไปเลี้ยงไตไม่พอ ไตจะเสื่อมเร็วขึ้น แต่ถ้า ดื่มน้ำมากเกินไปจะเกิดภาวะน้ำเกิน เกิดอาการบวมหอบเหนื่อย น้ำท่วมปอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วย ที่ภาวะหัวใจล้มเหลวร่วมด้วย ต้องพยายามจำกัด น้ำดื่มให้มากขึ้น หลักการดื่มน้ำหมอแนะนำให้ดื่ม เท่ากับปริมาณปัสสาวะเฉลี่ยแต่ละวัน เพิ่มไปกับน้ำ ที่สูญเสียทางลมหายใจและเหงื่อ ซึ่งประมาณ 800 ซีซี ต่อวัน แต่อย่าลืมนึกถึงน้ำที่ปะปนกับอาหาร ขนม และ ผลไม้ด้วย โดยเฉพาะอาหารที่มีน้ำมาก เช่น ซุป ข้าวต้ม ก๋วยเตี๋ยวน้ำ เป็นต้น

เกลือโซเดียม
          ในผู้ป่วยไตวายการขับเกลือออกจากร่างกาย ได้ลดลง เกิดภาวะความดันโลหิตสูงและบวมได้ ควร หลีกเลี่ยงอาหารเค็มๆ เช่น อาหารหมักดอง ปลาแห้ง ปลาเค็ม เนื้อสัตว์แปรรูป เป็นต้น เพราะจะมีเกลือ โซเดียมสูง โดยปกติอาหารไทยที่รับประทานจะมี เกลือแกงประมาณ 10-12 กรัมต่อวัน หรือเท่ากับ 2 ช้อนชา คนไข้ที่มีไตวายควรจะรับประทานเกลือแกง 5 กรัมต่อวัน หรือเท่ากับ 1 ช้อนชา ซึ่งประมาณยาก อาจใช้วิธีง่ายๆ คือ ตั้งใจจะลดเค็มลงในอาหารทุกชนิด ครึ่งหนึ่งก็จะทำให้เราลดเกลือลงได้ครึ่งหนึ่ง

          สุดท้ายหมออยากจะสรุปง่ายๆว่าเรายึดหลัก พุทธศาสนาไปปฏิบัติ คือ ทางสายกลาง ไม่มากไป ไม่น้อยไป เพราะโปรตีนมากไตเสื่อม โปรตีนน้อย ขาดสารอาหาร น้ำน้อยไปไตเสื่อมมากขึ้น มากไป หัวใจล้มเหลว บวม

ตารางที่ 1 ระยะของโรคไตเรื้อรัง
ระยะที่ 1   ไตเริ่มเสื่อมแต่การทำงานยังปกติ
อัตราการกรอง* > 90 มิลลิลิตรต่อนาที
ระยะที่ 2   ไตเสื่อมและการทำงานลดลง
อัตราการกรอง = 60-89 มิลลิลิตรต่อนาที
ระยะที่ 3   การทำงานของไตลดลงครึ่งหนึ่ง
อัตราการกรอง = 30-59 มิลลิลิตรต่อนาที
ระยะที่ 4   การทำงานของไตลดลงอย่างมาก
อัตราการกรอง = 15-29 มิลลิลิตรต่อนาที
ระยะที่ 5   ไตเรื้อรังระยะสุดท้ายก่อนการฟอกเลือด
อัตราการกรอง < 15 มิลลิลิตรต่อนาที

* อัตราการกรองของไต ได้จากการตรวจเลือดและ ตรวจปัสสาวะและการคำนวณ

     
               ตารางที่ 2 แสดงปริมาณของอาหารโปรตีนต่อมื้อที่ผู้ป่วยไตเรื้อรังควรรับประทาน
 อาหารโปรตีน ผู้ที่หนัก 50 กก.
รับประทานได้ต่อมื้อ
ผู้ที่หนัก 60 กก.
รับประทานได้ต่อมื้อ
เนื้อหมู/เนื้อไก่ (ไม่ติดมันและไม่ใช่หนัง)
กุ้งนาง
กุ้งกุลาดำลาย (ขนาด 2 นิ้ว)
ปลาทู

ปลาแดง
ปลาดุก/ปลาช่อน (หนา 1/2 นิ้ว)
ซี่โครงหมูทอด (ขนาด 1.5x1.5 นิ้ว)
เนื้อปลานึ่ง (ขนาด 2x2x1/3 นิ้ว)
ไข่ขาว (ไข่ไก่เบอร์ 3)
นมพร่องมันเนย
2 ช้อนโต๊ะ
1 ตัวกลาง
4 ตัว
1 ตัวเล็ก
1/2 ตัวกลาง
1 ตัวเล็ก
3 แว่น
4 ชิ้น
1 ชิ้น
2 ฟอง
1 กล่อง (240 cc)

3 ช้อนโต๊ะ
1.5 ตัวกลาง
6 ตัว
1.5 ตัวเล็ก
1 ตัวกลาง
1.5 ตัวเล็ก
4-5 แว่น
6 ชิ้น
1.5 ชิ้น
3 ฟอง
1.5 กล่อง (36. cc)

* ที่มา : ตารางหน้าที่ 2 ในวารสารมูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทยปีที่ 19 ฉบับที่ 38 กรกฎาคม 2548

******************************