อังกฤษ
 
 
บทความ
 
วิชัยยุทธจุลสาร
     ฉบับที่ 34 ประจำเดือน พฤษภาคม - สิงหาคม 2549

สาระน่ารู้ >>

ถาม-ตอบ ปัญหา                            
"โรคผิวหนัง" ที่พบบ่อย
(Common Skin Diseases FAQs)

นายแพทย์ประวิตร  พิศาลบุตร
- แพทยศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
- Diplomate ,  American  Board  of Dermatology & Dermatological  Immunology
- อาจารย์พิเศษ ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

   

          ขอรวบรวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรค ผิวหนังนะครับ

โรคผื่นกลีบกุหลาบ
Q.  ผมมีผื่นคันแดง  ๆ  ขนาดหัวแม่มือขึ้นตามลำตัว ไปพบ แพทย์มาแล้ว  บอกว่าเป็นโรคผื่นกลีบกุหลาบ  จึงอยากขอ ความรู้เกี่ยวกับโรคนี้ครับ
A.  คำถามนี้น่าสนใจนะครับ  เพราะโรคนี้พบได้บ่อย และมีชื่อชวนสะดุดหูเสียด้วย โรคผื่นกลีบกุหลาบนี้  เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า  Pityriasis  rosea  เป็นผื่น ผิวหนังที่เกิดขึ้นได้เอง  ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด  แต่ สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัส  ไม่ค่อยทำ ให้เกิดอาการอื่น เช่น  ปวดหัว ตัวร้อน  ส่วนใหญ่จะมี อาการคันเท่านั้น  พบได้ในทุกเพศทุกวัย  แต่พบได้บ่อย ในเด็กช่วงอายุ  10-15  ปี  ก่อนจะมีผื่นขึ้นทั่วตัว  มัก มีผื่นขนาดใหญ่สีชมพู  มีขุยขึ้นตามหน้าอก  หรือหลัง  เรียกว่าผื่นแจ้งข่าวว่ากำลังจะมีผื่นเล็กๆ  รูปไข่  สีชมพูมีขุยตามรอบนอกเกิดตาม ลำตัว  แขน  ขา  คอ  แต่มัก ไม่พบที่ใบหน้า  ผื่นเล็กๆ เหล่านี้  เมื่อขึ้นที่หลัง มักเรียง เป็นแนวเฉียงเข้าหาเส้นกลางลำตัว  ดูเหมือนต้น คริสต์มาสที่มียอดอยู่ด้านบน   อาการสำคัญของโรคนี้ คือ  อาการคัน ผู้ป่วยบางคน ยิ่งร้อน  ยิ่งเหงื่อออกมาก จะยิ่งคันมาก

ภาพที่ 1 – แสดงลักษณะของผื่นแจ้งข่าว

          โรคนี้เมื่อเป็นแล้วจะค่อยๆ  จางลงและหายไป ได้เองใน  6  สัปดาห์  แต่ในบางรายก็อาจเป็นต่อเนื่อง กันนานกว่านี้  เมื่อผื่นหายจะไม่เกิดแผลเป็นตามมา  หากคันมากอาจใช้ยาทาหรือยารับประทานเพื่อลดอาการคัน  อย่างไรก็ตาม  ผู้ที่คิดว่าเป็นโรคผื่นกลีบกุหลาบน่า จะไปพบแพทย์ผิวหนัง  เพราะต้องวินิจฉัยแยกออกจาก โรคซิฟิลิส ระยะที่ 2 ที่เรียกว่า “ออกดอก“ เพราะผื่น มีลักษณะใกล้เคียงกัน

ภาพที่ 2 - ออกดอกในซิฟิลิส ระยะที่ 2

          หากไม่แน่ใจหรือว่าเคยซุกซนมาก่อน  จำเป็นต้องตรวจเลือด  หากเลือดบวกก็แสดงว่าเป็น ซิฟิลิส  ไม่ได้เป็นผื่นกลีบกุหลาบนะครับ.

 

หน้าหนาวมีผื่นคันที่หนังศีรษะและใบหน้า
Q. ขณะนี้ผมอายุ  17  ปี  ทุกครั้งที่เข้าหน้าหนาว  อากาศแห้ง  จะมีผื่นคันที่หนังศีรษะ และใบหน้า  บางครั้งมีขุยลอกที่ ข้างจมูกและตามเหนือคิ้วไปจนถึงแนวไรผม  อยากถามว่า ผมเป็นอะไรครับ
A.  สำหรับคำถามนี้ เนื่องจากหมอไม่ได้ตรวจดูคนไข้ ด้วยตนเอง  ก็คงต้องใช้ข้อมูลเท่าที่เล่ามาสันนิษฐาน เอานะครับ  แต่ทางที่ดีที่สุด  คือ  ถ้ามีอาการเรื้อรังมา นาน  ควรไปปรึกษาแพทย์ผิวหนังจะดีกว่าครับ  หมอ คิดว่าอาการที่เป็นนั้น  น่าจะเป็นโรค  “รังแคของผิวหน้า“  หรือเรียกย่อๆ  อีกชื่อว่า  โรค “เซ็บเดิม“  ชื่อเต็มคือ  Seborrheic  dermatitis (ภาพที่ 3) มักเป็นโรคที่กำเริบ ในหน้าหนาวเพราะอากาศแห้งมีส่วนทำให้โรคนี้กำเริบชัดเจน  นอก จากนั้น  ความเครียด  พักผ่อนไม่พอ  โดนแดดจัด  ชอบใช้โลชั่นเช็ดหน้า  ใช้สบู่ยาแรงๆ  ฟอกขัดใบหน้า  ดื่มแอลกอฮอลจัด  จนถึงการรับประทานอาหารและ เครื่องดื่มที่ร้อนจัด  มักทำให้ผื่นแดงคันที่หน้าและหนัง ศีรษะที่เรียกว่า เซ็บเดิมนี้กำเริบได้ครับ

ภาพที่ 3 โรคเซ็บเดิม

          สาเหตุของเซ็บเดิมนั้นยังไม่ทราบแน่นอน  เชื่อว่าปัจจัยต่างๆ  เหล่านี้อาจมีผลต่อการเกิดเซ็บเดิม คือ  ความไม่สมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย, การถ่าย ทอดทางกรรมพันธุ์, รับประทานอาหารไม่ถูกสัดส่วน และอ้วนเกินไป, ปัจจัยต่างๆ  จากสิ่งแวดล้อม, แบคทีเรีย และเชื้อยีสต์, ความเครียด  ความวิตกกังวล  นอนหลับ ไม่พอ และโรคประสาทบางอย่าง  ปัจจุบันพบว่าผู้ป่วย โรคเอดส์หลายรายมีอาการของโรคเซ็บเดิมชัดเจน  แต่ก็ไม่ต้องกังวลเกินกว่าเหตุไปนะครับ  เพราะคน ธรรมดาทั่วไปที่ไม่ได้เป็นเอดส์ก็เป็นเซ็บเดิมได้ พบ ว่าช่วงวัยรุ่นมีโอกาสเกิดเป็นเซ็บเดิมได้บ่อยกว่า  ทั้งนี้เพราะมีการเปลี่ยนแปลงของระบบฮอร์โมนและเกิด ความเครียดขึ้นได้ง่าย
           สำหรับข้อแนะนำสำหรับผู้ที่เป็นเซ็บเดิม  คือ   สระผมบ่อยๆ  สระทุกวันได้ยิ่งดี  แต่ไม่ควรเกาหนัง ศีรษะแรงๆ  ให้ใช้ปลายนิ้วมือนวดหนังศีรษะก็พอแล้ว ครับ  ใช้แชมพูที่รักษาภาวะนี้โดยตรง, ทำความสะอาด ผิวหนังบริเวณที่เป็นด้วยสบู่อ่อน  ไม่ล้างหน้าฟอกสบู่ บ่อยครั้งจนเกินไปนัก  ยิ่งในหน้าหนาวบางครั้งใช้แค่ น้ำเปล่าล้างหน้าก็พอแล้วครับ,  พยายามไม่เครียด, พักผ่อนให้เพียงพอ,  หากเป็นคนอ้วน  พยายามลด น้ำหนักลงบ้าง,  หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางที่เป็นมัน มากเกินไป  รวมถึงหลีกเลี่ยงครีมให้ความชุ่มชื้นที่เป็น มันด้วย,  หากมีอาการคันผิวหนัง  พยายามอย่าเกา,  อย่าซื้อยามาทาเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์เสียก่อน,  พบแพทย์ผิวหนังเพื่อการตรวจรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม
          การรักษาเซ็บเดิมขึ้นกับตำแหน่งและความรุนแรง ของผื่นผิวหนัง  ในรายที่เป็นไม่รุนแรง  มีอาการเฉพาะที่ หนังศีรษะ  ให้ใช้แชมพูยารักษารังแคสระผมจะลด อาการลงได้  ถ้าผื่นเป็นมากหรือเป็นหลายตำแหน่ง  ควรไปพบแพทย์ผิวหนัง  ซึ่งแพทย์จะเลือกยาที่ เหมาะสมต่ออาการที่เป็น  เช่น  ถ้าเป็นผื่นคันที่หน้า  แพทย์อาจให้ยาทาพวกครีมสเตียรอยด์อย่างอ่อน  ร่วมกับยาฆ่าเชื้อยีสต์  เพราะพบว่ายีสต์มีส่วนทำให้โรค เซ็บเดิมกำเริบได้นะครับ

******************************

ภัยผิวหน้าฝน
Q. ยามหน้าฝนมีฝนตก  พื้นเฉอะแฉะหรือมีน้ำเจิ่งนองเช่นนี้  จะก่อปัญหาอะไรให้ผิวหนังได้บ้าง
A. ในช่วงฤดูฝนมีน้ำท่วมขังเช่นนี้  จะพบโรคน้ำกัดเท้า  ซึ่งคือการติดเชื้อราที่เท้าได้บ่อย เห็นเป็นผื่นเปียกยุ่ย สีขาวที่ง่ามนิ้วเท้า  บางครั้งมีการติดเชื้อแบคทีเรีย แทรกซ้อน  ทำให้เป็นผื่นแดงและมีน้ำเหลืองไหล  นอก จากนั้นก็ยังพบโรคเท้าเหม็น  ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อ แบคทีเรียกรัมบวก  เห็นเป็นรูพรุนเล็ก  ๆ  ที่เท้าบางครั้งเห็นเป็นแอ่งเว้าแหว่งตื้นๆ  ที่ฝ่าเท้า  มีน้ำเหลือง ซึม  และเท้ามีกลิ่นเหม็นมาก  แบคทีเรียบางตัว อาจทำ ให้เกิดการอักเสบลุกลามทั้งเท้าและขาจนถึงขั้นเสียชีวิต  การเดินย่ำน้ำเฉอะแฉะยังเสี่ยงต่อการติดโรคพยาธิ  ที่ พบได้บ่อยคือพยาธิปากขอ  ซึ่งทำให้เกิดโรคโลหิตจาง  และยังทำให้เกิดโรคฉี่หนู  (leptospirosis)  มีอาการเป็น ไข้  ตัวเหลือง  ตาเหลือง  ถ่ายปัสสาวะเป็นเลือดและ ถึงแก่กรรมได้  นอกจากนั้นการเดินย่ำน้ำก็ยังเสี่ยงต่อ การถูกแมลงสัตว์กัดต่อย  เช่น  งู  แมงป่อง  ตะขาบ

ภาพที่ 4 - โรคเท้าเหม็น เห็นเป็นหลุมเล็กๆที่เท้า

          เพื่อหลีกเลี่ยงโรคติดเชื้อที่อาจถ่ายทอดจาก การเดินย่ำน้ำสกปรกจึงควรสวมรองเท้าบู๊ตกันน้ำให้ มิดชิด  ถ้าจำเป็นต้องใส่ถุงเท้าไปทำงาน  ไม่ควรเลือก ถุงเท้าที่หนาและคับเกินไป  ควรล้างเท้าด้วยสบู่และ น้ำเปล่าจนสะอาดและซับแห้งทุกครั้งที่เดินย่ำน้ำ  หากอยู่ในเวลาพักผ่อน  ควรสวมรองเท้าแตะเพื่อให้เท้า แห้งจะลดการติดเชื้อราของเท้า  ไม่ควรนุ่งกางเกง  ที่หนาเช่นกางเกงยีนส์  เพราะจะชื้นแฉะง่ายและเกิดการ ลุกลามของเชื้อราที่เท้ามายังขาหนีบเกิดเป็นโรคสังคัง ขึ้น อีกทั้งกางเกงยีนส์ยังทำให้เกิดความอับชื้นและ เกิดกลิ่นเหม็นของอวัยวะสืบพันธุ์ได้  เพราะตำแหน่ง นี้มีต่อมเหงื่อที่ทำให้เกิดกลิ่นตัวเช่นเดียวกับที่รักแร้

ผื่นรอบปากเกิดจากอะไร
Q. ดิฉันมีอาการผิวหนังอักเสบรอบปาก  เกี่ยวข้องกับ การใช้หรือการแพ้เครื่องสำอางหรือไม่คะ
A. ขณะนี้พบการระบาดของโรค  “ผิวหนังอักเสบ รอบปาก” บ่อยในสตรีไทย  ภาษาแพทย์เรียกว่า  Perioral  Dermatitis พบบ่อยในหญิงอายุ  15-45  ปี  มีลักษณะเป็นตุ่มแดง และผื่นแดง  อาจมีขุยเล็กน้อยรอบๆ ปาก  ตามร่อง จมูกจรดมุมปาก  จนถึงคาง  แต่บริเวณที่ชิดรอบ ริมฝีปากจริงๆ  ผิวหนังจะมีลักษณะปกติ  อาจมีอาการ คันร่วมด้วย

ภาพที่ 5 - ผิวหนังอักเสบ รอบปาก

            สาเหตุของโรคนี้มีหลายข้อสันนิษฐาน  เคย เชื่อว่าเกิดจากแสงแดด, การติดเชื้อแบคทีเรียที่ปนเปื้อน ในเครื่องสำอาง,  ไรของผิวหน้า , การระคายเคือง  เช่น  ใช้กระดาษเช็ดหน้าแรงๆ  ไปจนถึงถูกหนวดเคราของ แฟนหนุ่มเวลาจูบ  อาจกระตุ้นให้เกิดโรคนี้ได้  บางคน เชื่อว่าน้ำมันอบเชยที่ใช้ผสมในสิปติก หมากฝรั่งที่ ใช้เป่าเป็นลูกโป่งได้,  และในเครื่องดื่ม  อาจเป็นตัว กระตุ้นให้เกิดโรคนี้  พบว่าระดับฮอร์โมนในร่างกาย อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับโรคนี้  เพราะหลายคนจะมีโรค เห่อก่อนมีประจำเดือน  บางคนโรคกำเริบเวลาท้อง  ผู้ป่วยบางรายมีประวัติรับประทานยาคุมกำเนิด  พบว่า โรคนี้อาจเกี่ยวข้องกับโรคเซ็บเดิม  (รังแคของผิวหน้า)  พบได้บ่อยในคนที่ใช้เครื่องสำอางมาก,  ในบุคลากรทาง การแพทย์ (เพราะหาสเตียรอยด์มาทาได้ง่าย),  และใน บุคคลที่มีความเครียดสูง  สำหรับสาเหตุที่ค่อนข้างแน่ชัด สำหรับโรคนี้ คือการใช้ครีมสเตียรอยด์ทาผิวหนังต่อ เนื่องกันนานๆ  โดยเฉพาะพวก  Fluorinated  glucocorticoid  นอกจากนั้น  สเตียรอยด์ในรูปยา รับประทานก็มีส่วนทำให้โรคนี้กำเริบได้
          สำหรับแนวทางการรักษาโรคนี้  ต้องหยุดการ ใช้สเตียรอยด์  และต้องรับประทานยาปฏิชีวนะ  เช่น   เตตตร้าไซคลีน   หรืออีริโทรมัยซิน  อย่างไรก็ตามควรพบ แพทย์ผิวหนัง  เพื่อวินิจฉัยแยกโรคจากโรคเซ็บเดิม,  โรคสิวหน้าแดง  (rosacea),  การแพ้เครื่องสำอาง  และ โรคสิวให้ได้ก่อน

ตุ่มน้ำที่ริมฝีปาก
Q.  ผมมีตุ่มน้ำใสๆ เจ็บๆ คันๆ ขึ้นที่ริมฝีปากบน  เคยไปพบแพทย์ท่านหนึ่งบอกว่าเป็นเริมและให้ยารับประทานขนาด 125 มก. ทานวันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 5 วัน ก็หายดี เมื่อไม่นานมานี้ผมเป็นอีกครั้ง ไปพบแพทย์อีกโรงพยาบาล แพทย์บอกว่าเป็นเริม ให้ยาตัวเดิมแต่ให้ทานครั้งละ  250  มก.( 2  เม็ด) วันละ 3 ครั้ง  เป็นเวลา 7 วัน หมดเงินค่ายาไปหลายพันบาท ทำไมขนาดยาจึงต่างกันครับ

A.  ตุ่มน้ำใสๆ  คันๆ  ที่ริมฝีปากที่เล่ามาในช่วงแรกนั้น คิดว่าคงเป็นเริมจริง ซึ่งส่วนใหญ่ถึงจะไม่รักษาก็จะค่อยๆ หายไปเอง

ภาพที่ 6 – เริมที่ริมฝีปาก

การ รับประทานยาอาจทำให้หายเร็วขึ้น  ยาตัวนี้คิดว่าคือ  famciclovir  (Famvir)  ซึ่งรับประทาน  125  มก.  วันละ  2  ครั้ง  เป็นเวลา  5  วัน  และก็ต้องป้องกันไม่ให้ไปติด คนอื่นเขาด้วยนะครับ  คืองดการกอดจูบ  ใช้แก้วน้ำ  ช้อนส้อมร่วมกัน  ระหว่างที่เป็นก็ควรพักผ่อนให้ เพียงพอ  และอย่าไปเกาแผลแล้วเอามือไปป้ายตา  เพราะถ้าตาติดเชื้อเริมจะเป็นเรื่องใหญ่  ต้องรีบพบ จักษุแพทย์  ส่วนครั้งหลังที่เป็นเริม  และขนาดยาที่ให้คือ  250  มก.  วันละ  3  ครั้ง  เป็นเวลา  7  วัน  นั้นเป็นขนาด ยาที่ใช้รักษาโรคงูสวัดที่จะมีอาการปวดแสบปวด ร้อนมาก

******************************

วิธีรักษารังแค
Q.  ผมมีรังแคมาก มีวิธีที่จะรักษารังแคได้อย่างไรครับ
A.  การรักษารังแค ทำโดยการใช้แชมพูรักษารังแคที่มี อยู่ในท้องตลาด ซึ่งมีตัวยาสำคัญในการขจัดรังแคคือ  ซิงค์ไพรีไธออน  ซิลิเนียมซัลไฟด์ และ คีโตโคนาโซล ตัวยาเหล่านี้ลดการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนังและช่วยให้ขุยหรือขี้ไคลที่เกิดขึ้นไม่ลอกหลุดเร็วกว่าปกติ รวมถึง ลดจำนวนเชื้อราบนหนังศีรษะลงด้วย การใช้แชมพู รักษารังแคใช้ตามคำแนะนำหรือฉลากข้างขวด เมื่อ รังแคหายแล้วก็อาจกลับเป็นใหม่ได้อีก ดังนั้น จึงควร สังเกตด้วยตนเองว่า หลังจากสระผมด้วยแชมพูรักษา รังแคแล้ว อีกกี่วันจึงจะเริ่มกลับมีอาการคันศีรษะ หรือมีขุยเล็กๆเกิดขึ้นอีก เมื่อรู้ว่าใช้เวลากี่วัน ก็ให้ สระผม ด้วยแชมพูธรรมดาที่เหมาะสมกับสภาพเส้นผม ของคุณแล้วเปลี่ยนมาใช้แชมพูยา ก่อนที่จะเริ่ม มีอาการดังกล่าว 1วันไปเรื่อยๆ
          การใช้แชมพูรักษารังแคตลอดไป อาจทำให้รังแคดื้อต่อยานั้นได้ การเลือกใช้แชมพูหลังรังแค หายแล้ว  ขึ้นอยู่กับสภาพเส้นผมของคุณว่ามีลักษณะ มัน ธรรมดา หรือแห้ง แชมพูตามท้องตลาดจะมีฉลาก ข้างขวดบอกสภาพเส้นผมที่เหมาะสมอยู่แล้ว นอกจากนี้ คุณยังต้องป้องกันไม่ให้รังแคเกิดขึ้นมาอีกโดยการ ไม่รบกวนหนังศีรษะบ่อยๆ เช่น ไม่ทำผม เซ็ทผม หรือย้อมผมบ่อย ๆ ไม่เกาหนังศีรษะแรง ๆ เวลาสระผม เป็นต้น
          ถ้าใช้แชมพูรักษารังแคแล้วไม่ได้ผล หรือมี ปัญหาว่าอาจไม่ใช่รังแคแท้ แต่เป็นโรคอื่นของหนัง ศีรษะ คุณก็ควรจะได้รับการตรวจรักษาโดยแพทย์ ผิวหนัง ถ้ามารักษาช้าเกินไปอาจทำให้ผมร่วงเป็น หย่อมๆ  และอาจรักษาให้ผมบริเวณนั้นขึ้นใหม่อีกไม่ได้ ที่นี้แหละครับ จากปัญหาเรื่องรังแคก็เปลี่ยนเป็น ปัญหาเรื่องผมร่วง ซึ่งรักษายากขึ้นมากเลยครับ

ฝีเกิดจากอะไร  ควรทำอย่างไร
Q.  บางครั้งผมเป็นฝีที่ก้น  เวลานั่งจะเจ็บมาก  อยากเรียน ถามว่าฝีคืออะไร  และมีวิธีดูแลรักษาอย่างไรครับ
A. ฝีมีลักษณะเป็นตุ่มบวมแดง, ร้อน  และเจ็บเวลากด (ภาพที่ 7 - ฝี)  บางครั้งตรงกลางจะมีจุดสีขาวหรือแตกออกเป็นแผล

ภาพที่ 7 – ฝี

มีน้ำหนองไหลออกมา  หนอง ที่ไหลจากฝีเป็นส่วนผสมของตัวเชื้อแบคทีเรีย, เศษ เซลส์ผิวหนังและเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายในกระบวนการอักเสบ  ฝีเกิดจากการที่ผิวหนังติดเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดหนอง  ตัวเชื้อมีชื่อว่า  Stapphylococi  การติดเชื้อส่วนใหญ่ จะเริ่มในรูขุมขนก่อนครับ  หากเกิดฝีขึ้นบ่อยๆ ควร ปรึกษาแพทย์เพราะอาจมีโรคประจำตัวบางอย่างเช่น เบาหวานร่วมด้วย

            ข้อแนะนำเวลาเป็นฝีคือ  ห้ามบีบฝี  เพราะจะ ทำให้เชื้อโรคแพร่ลุกลามได้  ถ้าเป็นฝีแล้วเจ็บปวดมาก  และฝีไม่แตกไม่มีน้ำหนองไหลออกมา  ควรปรึกษา แพทย์  แพทย์อาจพิจารณาเจาะหรือกรีดฝีเพื่อให้  หนองไหลออกมาได้  ฝีที่เพิ่งเริ่มเป็นคือเริ่มเป็นผื่นแดง  อาจใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นประคบไว้ครั้งละ  10-15  นาที  อย่าง น้อยวันละ  4  ครั้งอาจทำให้ฝีดีขึ้นได้  ถ้าไปพบแพทย์ แพทย์อาจให้ยาปฏิชีวนะและฝีก็จะหายไปได้โดย ที่ไม่ต้องเป็นตุ่มนูนบวมแตกเป็นหนอง
          การป้องกันไม่ให้เกิดฝีขึ้นใหม่นั้น  แนะนำให้ใช้ สบู่ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย (antibacterial soap)  อาบน้ำ ฟอกตัววันละ  2  ครั้ง  ถ้าเป็นฝีบ่อย ๆ ควรเปลี่ยนเสื้อผ้า  ชุดชั้นใน  และผ้าปูที่นอนทุกวัน  สำหรับคนที่เป็นฝีนั้น ไม่ควรใช้ผ้าเช็ดตัว, เสื้อผ้า, เครื่องนอน  ร่วมกับคนอื่น  เพราะเชื้อจะติดต่อถ่ายทอดกันได้

โรคงูสวัด
Q.  อยากถามเกี่ยวกับโรคงูสวัดค่ะ
A. โรคงูสวัด (Herpes zoster) เป็นโรคที่พบได้บ่อยมาก  ประมาณกันว่าครึ่งหนึ่งของผู้ที่มีอายุถึง 85 ปี  จะเคยเป็นโรคนี้  งูสวัดเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่เส้นประสาทและผิวหนังที่เลี้ยงด้วยเส้นประสาทนั้น  โดย เชื้อไวรัสงูสวัดเป็นเชื้อไวรัสตัวเดียวกับที่ก่อโรคอีสุกอีใส  หลังหายจากอีสุกอีใสเชื้อไวรัสจะยังหลบซ่อนตัวที่เส้น ประสาทเมื่อร่างกายอ่อนแอลงเชื้อไวรัสจะกำเริบ อีกครั้งทำให้เกิดเป็นงูสวัดขึ้น
          อาการของโรคนี้อาจมีอาการเจ็บแปลบๆ นำมาก่อนเป็นผื่น  บางคนเป็นที่หลังอาจคิดว่าปวดหลัง จากนิ่วในไต  บางคนเป็นที่ใบหน้าอาจปวดหู  ต่อมาจะ เห็นเป็นตุ่มน้ำใสเล็กๆ เป็นกลุ่มๆ อยู่บนผิวหนังที่ บวมแดง  ตุ่มน้ำใสๆ นี้มักเรียงตามแนวเส้นประสาท  จึงเป็นซีกเดียวของร่างกายมีอาการปวดแสบปวดร้อน (ภาพที่ 8 - แสดงโรคงูสวัด)  อาการแทรกซ้อนที่พบบ่อย คืออาการปวดซึ่งอาจคงอยู่หลายเดือนหลังแผลหาย

ภาพที่ 8 โรคงูสวัด

ปัจจุบันมียาฆ่าเชื้องูสวัดชนิดรับประทาน  โรคงูสวัดส่วน ใหญ่จะหายไปได้เอง  จึงควรใช้ยารับประทานฆ่าเชื้อ งูสวัดตามข้อบ่งชี้  คือใช้เฉพาะในผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปี, เป็นงูสวัดของใบหน้าและตา, มีตุ่มน้ำหลายตำแหน่ง นอกเส้นประสาทเส้นเดียว  และในผู้ที่มีภูมิต้านทาน บกพร่อง  สำหรับในผู้ที่มีอายุน้อยและมีร่างกายแข็งแรง  ไม่จำเป็นต้องใช้ยาตัวนี้  เพราะยามีราคาแพงและอาจ มีผลแทรกซ้อน เช่น การตกผลึกในไต  ในรายที่เป็นน้อย อาจใช้ใบเสลดพังพอนตัวเมียตำกับเหล้าให้เป็นน้ำข้น  ทาแผลวันละ 3-4 ครั้ง  จะช่วยลดอาการปวดและทำให้ แผลแห้งลงได้

******************************

โรคด่างขาว
Q.  ผมมีญาติคนหนึ่งเป็นโรคด่างขาว  ไม่ทราบว่าเป็นโรค ผิวหนังที่จะติดต่อกันได้หรือเปล่าครับ
A.  โรคด่างขาวหรือภาษาแพทย์เรียกว่า  Vitiligo  นั้นเกิด เพราะเซลสร้างเม็ดสีในบางตำแหน่งของผิวหนัง ไม่สร้างเม็ดสีโดยยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด  ทำให้เกิด เป็นรอยด่างขาวชัดเจนเหมือนสีน้ำนมตามตำแหน่งที่ ไม่มีเม็ดสี  ( ภาพที่ 9 - ด่างขาว ) ตำแหน่งที่มักพบโรคด่างขาวได้บ่อยคือใบหน้า  คอ  มือ  ตามซอกพับเช่น  ที่รักแร้และขาหนีบ  นม  อวัยวะเพศ  และตำแหน่งที่ผิวหนังได้รับการบาดเจ็บมาก่อนเช่น  จากรอยบาด  ขีดข่วนหรือไฟไหม้น้ำร้อนลวก เชื่อว่า โอกาสเป็นโรคด่างขาวมีหนึ่งในร้อย  คือประชากรทั่วไป  100  คน  จะมีอย่างน้อย  1  คนที่เป็นด่างขาว  และคน ที่เป็นด่างขาวส่วนใหญ่มีสุขภาพร่างกายปกติดี

ภาพที่ 9 โรคด่างขาว

          การรักษาโรคด่างขาวเป็นเรื่องที่ทำได้ค่อนข้าง ลำบากครับ  หลักใหญ่ในการรักษามี  2  ทาง  ทางแรก คือพยายามทำให้เซลสร้างเม็ดสีของบริเวณที่เป็น ด่างขาวหันกลับมาทำงานเป็นปกติอีกครั้ง  ส่วนอีก หนทางคือการทำลายเซลสร้างเม็ดสีของผิวหนังปกติ ที่ยังเหลืออยู่ให้หมดไปเสียเลย จะได้ไม่ต้องมีรอยด่าง ให้เห็น
          วิธีกระตุ้นให้มีการสร้างเม็ดสีขึ้นใหม่นั้น  แพทย์ อาจพิจารณาให้ยากินบางตัว  หลังจากนั้นพักหนึ่งก็ให้ ออกไปอาบแดด  วิธีนี้อาจช่วยกระตุ้นให้เซลสร้างเม็ดสี กลับมาทำงานใหม่ได้  วิธีนี้โดยทั่วไปแล้วเหมาะสำหรับ ผู้ที่ยังเป็นด่างขาวมานานไม่เกิน 5 ปี  โดยทั่วไปแล้วพบว่าเด็กและผู้ใหญ่ในวัยช่วงต้น  ตอบสนองต่อวิธีนี้ค่อน ข้างดี  แต่อย่างไรก็ตามวิธีนี้ต้องอาศัยความอดทนมาก  ส่วนใหญ่แล้วจะมีการสร้างเม็ดสีเกิดขึ้นใหม่บางตำแหน่ง  แต่มักไม่มีสีปกติขึ้นหมดทุกจุด  ด่างขาวที่ใบหน้ามัก ตอบสนองต่อการรักษาได้ดี  แต่ด่างขาวที่ปลายมือ ปลายเท้ามักดื้อต่อการรักษา
          หากมีด่างขาวเกินร้อยละ  50  คือเกินครึ่งหนึ่ง ของผิวหนังทั่วตัวและดื้อต่อการรักษา  แพทย์อาจใช้วิธี ทำลายเซลสร้างเม็ดสีที่เหลือทั้งหมด  โดยการใช้สารเคมี ที่ชื่อโมโนเบนซิลอีเธอร์ออฟไฮโดรควินโนน  อย่างไรก็ ตามวิธีนี้ก็มีผลเสียต่อผิวหนังมาก  เพราะเมื่อไม่มีเซล สร้างเม็ดสีคอยป้องกันผิวหนังจากแสงแดด  ผิวหนังก็ จะไหม้แดดและเกิดมะเร็งของผิวหนังได้ง่ายมาก  จึง ต้องคอยระมัดระวังหลบเลี่ยงแสงแดดอยู่เสมอ
          อีกวิธีที่ช่วยให้รอยด่างขาวดูดีขึ้นได้ก็คือใช้ เมคอัพทึบแสง ทาทับบริเวณที่เป็นรอยด่าง  ทำให้ผิวแล ดูมีสีกลมกลืนขึ้นได้  วิธีนี้อาจใช้กับรอยด่างขาวที่เป็น เฉพาะบางตำแหน่ง  เช่น  ที่ใบหน้า  เป็นวิธีง่ายๆ และ ไม่มีข้อแทรกซ้อนจากการใช้ยาเหมือนวิธีอื่น
          โรคด่างขาวไม่ใช่โรคติดต่อ  ในอดีตบางประเทศ เคยเชื่อกันว่าด่างขาวเป็นโรคเดียวกับโรคเรื้อน  ทำให้ ผู้ที่เป็นด่างขาวถูกรังเกียจและถูกกีดกันในการเข้าสังคม อย่างมาก  ปัจจุบันนี้คนรู้จักโรคด่างขาวกันดีขึ้นครับ

โรคลักปิดลักเปิด
Q.  อยากถามว่าคนเราถ้าขาดวิตามิน  ซี  นอกจากจะเป็นโรค ลักปิดลักเปิดแล้ว  ยังมีผลอะไรต่อผิวพรรณบ้างคะ
A.  โรคสเคอร์วี  (Scurvy)  หรือภาษาไทยเรียกว่า “โรคลักปิดลักเปิด“ นี้เกิดจากการขาดวิตามินซี  พบมา นานแล้วตั้งแต่สมัยฮิปโปเครติส  คือ ประมาณ  500  ปี ก่อนคริสต์กาล  แต่พบว่าเป็นปัญหาทางสุขภาพ ที่สำคัญในยุคที่มีการเดินทางทางทะเล

  โรคนี้ร้ายแรง ถึงขนาดทำให้ลูกเรือเสียชีวิตถึง 2 ใน 3 ของการ เดินทางแต่ละเที่ยว  ต่อมาเมื่อประมาณ  220  ปีที่แล้ว  ศัลยแพทย์ชาวสก็อตชื่อ  เจมส์  ลินด์  ได้พบว่าผลไม้ รสเปรี้ยวสามารถนำมาใช้ป้องกันโรคนี้ได้
          ผักและผลไม้สดจัดเป็นอาหารที่มีวิตามินซี  สูงที่สุด  ส่วนอาหารที่เรานิยมรับประทานหลาย ๆ  อย่าง   เช่น  ข้าว  ขนมปัง  ไข่  เนื้อสัตว์ปรุงสุก  และปลา  กลับมี วิตามิน  ซี  น้อยมากหรือไม่มีเลย
          ลักษณะของผู้ที่เป็นโรคขาดวิตามิน  ซี   จะมี ผิวหนังซึ่งมีรูขุมขนสาก  หนานูน  เวลาลูบจะรู้สึกว่าเป็น หนามเล็กๆ  พบได้บ่อยตามแขน  ท้อง  และขาอ่อน ด้านหลัง  เส้นขนตามผิวหนังบิดพันเป็นเกลียว  พบว่า อาจมีหย่อมเลือดออกที่เรียกว่า  พรายย้ำ  ตามผิวหนัง  โดยเฉพาะที่ขาและมีจุดเลือดออกรอบๆรูขุมขน  บาง รายพบว่าขาจะบวมและแข็งเหมือนท่อนไม้  มักพบ อาการปวด  รอยเลือดออก  และจิตใจซึมเศร้า  เมื่อเกิด บาดแผลจะหายช้า
          นอกจากการเปลี่ยนแปลงทางผิวหนังแล้ว  การขาดวิตามิน  ซี  ยังทำให้เลือดออกตามไรฟันที่เรียก ว่า  ลักปิดลักเปิด  นั่นแหละครับ  ร้อยละ  75  ของผู้ป่วย โรคนี้มีอาการโลหิตจางร่วมด้วย  เพราะมีเลือดออกใน เนื้อเยื่อผิวหนัง  ระบบทางเดินอาหาร  และมีเม็ดเลือด แตกในหลอดเลือด บางรายกลืนอาหารลำบาก  นอก จากนั้นยังพบว่ามีเลือดกำเดาไหล  และปัสสาวะมี เลือดปน
          แนวทางรักษาและป้องกันคือ  ต้องหันมา รับประทานผลไม้กันให้มากขึ้น  ควรรับวิตามิน  ซี  เสริม  อาจต้องกินวิตามิน  ซี  800 - 1000  มก. / วัน  เป็นเวลา  1  สัปดาห์เนื่องจากการขาดวิตามิน  ซี  มักพบร่วมกับ การขาดสารอาหารอื่น  จึงควรได้รับวิตามินรวมเสริม ด้วยครับ

ถามเรื่องมะเร็งผิวหนัง
Q.  คุณแม่อายุ  70  ปี มีแผลเรื้อรังที่ข้างแก้ม ขนาดเส้นผ่า ศูนย์กลางประมาณ  1  ซม.  ดูเป็นหลุมสีดำ  อยากถามว่า  พาไปพบหมอ  ท่านบอกว่าน่าจะเป็นมะเร็งของผิวหนังรักษา หายไหมครับ
A.  เท่าที่เล่ามา  หมอคิดว่าน่าจะเป็นมะเร็งผิวหนังชนิด เซลล์พื้นฐานของหนังกำพร้า (basal  cell)  เรียกกัน ภาษาหมอว่า  basal  cell  carcinoma  อาจดูเป็นตุ่มนูน สีมันเลื่อม  และมีเส้นเลือดฝอยมาเลี้ยงมากมาย  แต่อีก หลายรายก็จะมีอาการเป็นแผลเรื้อรัง  ดูคล้ายถูกธูป จี้หรือคล้ายรอยหนูแทะ (ภาพที่ 10 - มะเร็งผิวหนังชนิด basal cell carcinoma )

ภาพที่ 10 มะเร็งผิวหนัง

          สำหรับลักษณะสำคัญที่ช่วยชักนำให้นึกถึงมะเร็งชนิดนี้คือ  แผลที่แตกมีเลือดออก, น้ำเหลืองไหล  แผลไม่หายใน  3  สัปดาห์ขึ้นไป  แผลเรื้อรังที่ไม่หายนับเป็นอาการแสดง ที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของมะเร็งผิวหนัง ผื่นแดงหรือ ผิวอักเสบที่ไม่หายเอง  และไม่ตอบสนองต่อยาทากลุ่ม สเตียรอยด์หรือกลุ่มครีมให้ความชุ่มชื้น  ผื่นเหล่านี้อาจ ตกสะเก็ด  แต่ก็จะยังเกิดผื่นใหม่ต่อเนื่องกันไป ,เนื้องอก ที่นูน  แต่มีขอบมันที่รอบๆ  ตุ่ม  หรือแผลที่บุ๋มลงไป ,ตุ่มนูนผิวเรียบสีชมพู  เส้นเลือดฝอยมาหล่อเลี้ยงมาก และผื่นผิวหนังที่เป็นสีขาว มีสีผิวเรียบ  แลดูคล้ายแผล เป็น เหล่านี้อาจทำให้ต้องนึกสงสัยว่าจะเป็นมะเร็ง ผิวหนังหรือไม่
          อาการเหล่านี้อาจบ่งชี้ว่าเป็น basal  cell  carcinoma   ได้นะครับ  แต่ทางที่ดีให้พาคุณแม่ไปตรวจ ที่โรงพยาบาลดีกว่าครับ จะได้ตรวจให้แน่นอนว่าใช่ มะเร็งผิวหนังจริงหรือไม่  อย่างไรก็ตาม  มะเร็งผิวหนัง ส่วนใหญ่หายขาดได้  โดยเฉพาะถ้าเพิ่งเริ่มเป็น  จึงไม่ควรรีรอที่จะไปพบแพทย์นะครับ

******************************