อังกฤษ
 
 
บทความ
วารสารสุขภาพสตรีและเด็ก วิชัยยุทธ ฉบับที่ 23 มกราคม-มีนาคม 2553
หากต้องการรายละเอียดของวารสารเล่มนี้อย่างสมบูรณ์ กรุณาคลิกที่นี่
หรือ ดาวน์โหลด PDF ไฟล์ได้ที่นี่ Download

------------

คอลัมน์ : Health Tips สุขภาพสตรีและเด็ก

โดย : นพ.ประวิตร พิศาลบุตร

วิชัยยุทธจุลสาร เล่มที่ 34 ประจำเดือน พ.. - ..2549

คัน..คัน..รังแค !!

วิธีการรักษารังแค
การรักษารังแค ทำโดยการใช้แชมพูรักษารังแคที่มีอยู่ในท้องตลาด ซึ่งมีตัวยาสำคัญในการขจัดรังแคคือ ซิงค์ไพรีไธออน ซิลิเนียมซัลไฟด์ และ คีโตโคนาโซล ตัวยาเหล่านี้ลดการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนังและช่วยให้ขุยหรือขี้ไคลที่เกิดขึ้นไม่ลอกหลุดเร็วกว่าปกติ รวมถึง ลดจำนวนเชื้อราบนหนังศีรษะลงด้วยการใช้แชมพูรักษารังแคใช้ตามคำแนะนำหรือฉลากข้างขวด เมื่อ รงแคหายแล้วก็อาจกลับเป็นใหม่ได้อีก ดังนั้นจึงควรสังเกตด้วยตนเองว่าหลังจากสระผมด้วยแชมพูรักษารังแคแล้วอีกกี่วันจึงจะเริ่มกลับมีอาการคันศีรษะ หรือมีขุยเล็กๆเกิดขึ้นอีก เมื่อรู้ว่าใช้เวลากี่วันก็ให้สระผม ด้วยแชมพูธรรมดาที่เหมาะสมกับสภาพเส้นผม ของคุณแล้วเปลี่ยนมาใช้แชมพูยาก่อนที่จะเริ่มมีอาการดังกล่าว 1วันไปเรื่อยๆ
การใช้แชมพูรักษารังแคตลอดไป อาจทำให้รังแคดื้อต่อยานั้นได้ การเลือกใช้แชมพูหลังรังแคหายแล้ว ขึ้นอยู่กับสภาพเส้นผมของคุณว่ามีลักษณะ มัน ธรรมดา หรือแห้ง แชมพูตามท้องตลาดจะมีฉลาก ข้างขวดบอกสภาพเส้นผมที่เหมาะสมอยู่แล้ว นอกจากนี้ คุณยังต้องป้องกันไม่ให้รังแคเกิดขึ้นมาอีกโดยการ ไม่รบกวนหนังศีรษะบ่อยๆ เช่น ไม่ทำผม เซ็ทผม หรือย้อมผมบ่อย ๆ ไม่เกาหนังศีรษะแรง ๆ เวลาสระผม เป็นต้น
ถ้าใช้แชมพูรักษารังแคแล้วไม่ได้ผล หรือมี ปัญหาว่าอาจไม่ใช่รังแคแท้ แต่เป็นโรคอื่นของหนังศีรษะ คุณก็ควรจะได้รับการตรวจรักษาโดยแพทย์ผิวหนัง ถ้ามารักษาช้าเกินไปอาจทำให้ผมร่วงเป็นหย่อมๆ และอาจรักษาให้ผมบริเวณนั้นขึ้นใหม่อีกไม่ได้ ที่นี้แหละครับจากปัญหาเรื่องรังแคก็เปลี่ยนเป็นปัญหาเรื่องผมร่วง ซึ่งรักษายากขึ้นมากเลยครับ

---------------------

คอลัมน์ : เก็บมาฝากจากคุณหมอ

โดย : นพ.วิริยะ เล็กประเสริฐ

 

อวัยวะเพศมีกลิ่นเกิดจากอะไร และแก้ไขได้อย่างไร

วันนี้ได้รับมอบหมายให้มาคุยในหัวข้อที่เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยมากในสตรีที่มาตรวจOPD ผมไม่แน่ใจว่าได้เคยพูดคุยในเรื่องนี้กันไปบ้างหรือยัง แต่ไม่เป็นไรครับ เรามาทบทวนกันใหม่ก็ได้ โดยทั่วไปในส่วนต่างๆ ของร่างกายมนุษย์เราทั้งหญิงและชายก็มีกลิ่นทั้งนั้น เพียงแต่มากน้อยต่างกัน ยิ่งบริเวณส่วนที่เป็นซอก ข้อพับ หรืออวัยวะเพศยิ่งมีกลิ่นมากขึ้น ในภาวะปกติที่ไม่ได้มีการอักเสบหรือติดเชื้อของเนื้อเยื่อเราก็จะไม่รู้สึกถึงกลิ่นดังกล่าวหรอกครับ แต่สัตว์ที่มีระบบประสาทรับกลิ่นที่ดีเยี่ยมอย่างสุนัขจะรู้สึก ถ้าใครเลี้ยงสุนัขที่บ้านจะพบว่าบ่อยครั้งที่เพื่อนสัตว์เลี้ยงของเรานี้ชอบเข้ามาดมที่บริเวณหว่างขาหรือบริเวณก้นของเจ้าของ ไม่ใช่ว่ามันทะลึ่งหรอกนะครับ แต่มันแสดงความรักเจ้าของ และต้องการระบุให้ชัดว่าใครเป็นใคร เนื่องจากแต่ละคนก็มีกลิ่นเฉพาะตัวกันไป

ทีนี้มาดูกันในส่วนที่เป็นปัญหาของวันนี้ คือบางครั้งคุณผู้หญิงอาจรู้สึกว่าบริเวณอวัยวะเพศมีกลิ่นที่ผิดไปจากเดิม ซึ่งก็เป็นไปได้มากครับว่าจะเกิดการอักเสบติดเชื้อขึ้น ส่วนจะเกิดการอักเสบติดเชื้ออะไรบ้างคงต้องอาศัยการตรวจภายใน บางครั้งอาจต้องอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการบางอย่างเพิ่มเติม เช่น นำตกขาวในช่องคลอดไปย้อมสีดูกลุ่มเชื้อ นำตกขาวไปเพาะเชื้อ หรือบางครั้งอาจต้องตรวจเลือดหาเชื้อที่สงสัยเพิ่มเติม แต่ส่วนมากแล้วแค่ตรวจภายในแพทย์หลายๆ ท่านก็จะบอกได้แล้ว แต่ก็มีบางครั้งที่คุณผู้หญิงยังไม่สะดวกให้ตรวจภายใน ถ้าเป็นเช่นนี้ก็ต้องอาศัยข้อมูลจากประวัติอย่างเดียวครับว่าน่าจะเกิดจากเชื้อกลุ่มใด

ปกติแล้วในช่องคลอดของคุณผู้หญิงจะมีทั้งแบคทีเรียและเชื้อราอยู่บ้างแล้วละครับ แต่มันจะอยู่ในภาวะสมดุลย์ของมัน คือจะมีแต่กลุ่มเชื้อเฉพาะที่และมีปริมาณที่พอเหมาะไม่มากหรือน้อยเกินไป แต่เมื่อใดที่เกิดเสียสมดุลย์มันก็จะเกิดการอักเสบติดเชื้อขึ้นครับ การเสียสมดุลย์ก็เกิดได้จากหลายสาเหตุ ได้แก่ นอนดึก นอนไม่พอ เครียด กังวล ใกล้สอบ การอับชื้น การชำระล้างบริเวณช่องคลอดมากเกินไป การมีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนน้อยเกินไป เช่น วัยทอง ไม่สบายจากอย่างอื่น เช่น เป็นหวัด ท้องเสีย ปัสสาวะอักเอบ หรือมีโรคแฝงบางอย่าง (เบาหวาน หรือ วัณโรค ???) หรือมีการรับเชื้อปนเปื้อนจากภายนอกซึ่งอาจเป็นจาการเข้าห้องน้ำสาธารณะ หรือปนเปื้อนจากการมีเพศสัมพันธ์จากคู่นอนที่เป็นพาหะของเชื้อ

การแก้ไขนอกจากการใช้ยา ซึ่งมีทั้งที่อาจใช้เป็นยารับประทาน ยาใช้เฉพาะที่ เช่น ยาเหน็บ ยาท บางครั้งอาจต้องใช้เป็นยาฉีด โดยอาจฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือเข้าหลอดเลือดแบบ OPD case หรือนอน Admit แล้วฉีดตามเวลาทุก 6,8 หรือ 12 ชั่วโมง นอกจากใช้ยาลักษณะดังกล่าวแล้วเราก็คงต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยครับ ซึ่งตรงนี้จะค่อนข้างยาก แต่ก็ต้องพยายามครับ มิฉะนั้นก็จะเกิดการเป็นซ้ำได้

ในเรื่องการดูแลทำความสะอาดช่องคลอดขอแนะนำว่าใช้เพียงน้ำเปล่า (ไม่จำเป็นต้องใช้สบู่หรือน้ำยา) ล้างภายนอก็พอครับ หากจะใช้เป็นหัวฉีดฝักบัวก็ระวังอย่าฉีดน้ำแรงเกินไป เพราะเนื้อบริเวณนี้จะอ่อนนุ่มมาก เนื้อเยื่ออาจเกิดการระคายเคืองอักเสบจากความแรงได้

หากต้องการใช้พวกน้ำยาล้างช่องคลอดจริงๆ เพราะรู้สึกว่ากลิ่นไม่ดี ขอแนะนำให้ใช้เฉพาะช่วงประจำเดือนหมดใหม่ๆ ก็พอครับและใช้เพียงวันละครั้ง ประมาณ 2-3 วันก็พอแล้ว คุณผู้หญิงหลายท่านที่มาตรวจบางคนใช้ทุกวัน วันละ 2 ครั้ง ซึ่งผมว่ามากเกินไปนะครับ มันทำให้สมดุลย์ช่องคลอดเสียหมด แบคทีเรียเฉพาะที่ก็ถูกทำลาย จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการอักเสบได้ง่าย

คุณผู้หญิงบางท่านร่างกายมีการสร้างมูกในช่องคลอดออกมามาก ก็ทำให้เกิดความอับชื้น กรณีอย่างนี้ขอแนะนำให้ใช้แผ่นรองผ้าอนามัยครับ และควรเปลี่ยนวันละอย่างน้อย 2 ครั้ง ถ้าหากมูกเราเยอะมากก็ควรเปลี่ยน 3-4 ครั้งเพื่อลดความอับชื้น ถ้าเราไม่ใส่แผ่นรองเลยกางเกงชั้นในเราจะอับชื้นทั้งวัน ทำให้แบคทีเรียเพิ่มจำนวนได้มาก จนเกิดการอักเสบได้ พูดถึงเรื่องมูกในช่องคลอดขอเสริมนิดหนึ่งครับว่า มูกปกติจะต้องมีสีขาวขุ่นคล้าแป้งเปียก หรืออาจเป็นมูกใสๆ ถ้าผิดไปจากสองลักษณะนี้ให้สันนิษฐานว่ามูกตกขาวนั้นอาจอักเสบได้ การดูสีมูกตกขาวต้องดูตอนที่เปียกๆ อยู่นะครับ เพราะถ้าดูที่แห้งๆ ติดชั้นในหรือแผ่นรองนานๆ แล้วสีมักเหลืองขุ่นๆ ทั้งนั้น

ถ้าคุณผู้หญิงรู้สึกว่าตนเองเป็นตกขาวอักเสบซ้ำๆ บ่อยๆ ลองถามแพทย์ที่ดูแลอยู่ดูนะครับว่ามีสาเหตุใดได้บ้างโดยส่วนตัวที่ผมพบนั้นมักสัมพันธ์กับเรื่องเบาหวานและวัณโรคแฝง ในผู้ที่เป็นเบาหวานนั้นจะมีการอักเสบติดเชื้อได้ง่าย ถ้าเป็นแล้วก็จะหายยากต้องรักษากันนาน แต่ถ้าเราควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีการรักษาเรื่องการติดเชื้อก็มักได้ผลดีครับ

ส่วนเรื่องวัณโรคแฝงนั้นถ้าเรามีประวัติเคยสัมผัสคลุกคลีกับคนที่เป็นโรคเ เราก็อาจรับเชื้อได้ครับ และวัณโรคนั้นไม่ได้เป็นกันแต่ที่ปอดที่เดียว บางครั้งมันไปเป็นที่ต่อมน้ำเหลือง กระดูก หรือระบบสืบพันธุ์ก็ได้ครับ เชื้อวัณโรคนี้มันเติบโตช้า บางคนรับเชื้อมากว่าสิบปีจึงตรวจพบก็มีเชื้อวัณโรคถ้าไม่ได้อยู่ที่ปอดมักไม่ค่อยมีอาการให้เห็นหรอกครับ ขนาดอยู่ที่ปอดเองบางครั้งคนไข้ก็ยังไม่แสดงอาการไอก็มี ยิ่งถ้าอยู่นอกระบบทางเดินหายใจยิ่งไม่มีอาการเข้าไปใหญ่ แต่เชื้อวัณโรคแฝงนี้จะทำให้ภูมิต้านทานในร่างกายไม่ค่อยดีจึงทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อได้ง่ายขึ้น


---------------------

คอลัมน์ : ปุจฉาวิสัชนากับกุมารแพทย์

โดย : นพ.เจตน์ โลหารชุน

Q : หลานสาวอายุ 12 ปี มักจะมีอาการคัดจมูก จามรุนแรง และขอบตาจะดำเป็นหมีแพนด้า เมื่อตื่นนอนตอนเช้า แกจึงนอนตื่นสายๆ และเข้านอนดึก แต่ตาก็ยังมีขอบดำๆ ควรทำอย่างไรดีค่ะ

A : อาการคัดจมูก จามรุนแรง ขอบตาดำ เป็นอาการเรื้อรังของเยื่อบุจมูกอักเสบจากโรคภูมิแพ้ที่ไวต่อตัวกระตุ้นที่หายใจเข้าไป ส่วนมากจะเป็นสิ่งใกล้ตัวในบ้าน เช่น ไรฝุ่นบนหมอน หรือที่ทอน ปุยขนของสัตว์เลี้ยง ภายนอกบ้านก็มีทั้งควันรถ ฝุ่น ละอองเกษรดอกไม้ แม้แต่อาหารก็กระตุ้นให้คนที่แพ้ไข่ เนยแข็ง นม เกิดอาการแพ้ได้ เด็กที่มีอาการแพ้รุนแรงเยื่อยุจมูกจะบวมมาก น้ำมูกไหลเป็นน้ำ คันจมูกทำให้หายใจไม่สะดวก หลับไม่สนิท เพลียตอนตื่นนอน กลางวันง่วง กลางวันง่วงไม่มีสมาธิในการเรียน

ในกรณีของหลาน ขอแนะนำให้พาไปพบแพทย์เฉพาะทางโรคภูมิแพ้ เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุที่ก่อให้เกิดอาการเพื่อรักษาตามขั้นตอนอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าการรักษาคือ การเลี่ยงตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการแพ้ด้วยการปรับสภาพแวดล้อมในบ้านเพื่อลดตัวกระตุ้น เช่น เปลี่ยนผ้าปูที่นอน ปลอกหมอนบ่อยๆ เพื่อลดไรฝุ่น ไม่เลี้ยงสัตว์ที่มีขน เมื่อออกนอกบ้านมีหน้ากากผ้าสวมในที่มีฝุ่นควัน

Q : ลูกชายอายุ 7 ขวบ ชอบกัดเล็บ จนทำให้เล็บสั้นกุดจนแทบจะไม่เหลือเล็บติดนิ้วอยู่เลย บางครั้งก็บ่นว่าปวดนิ้ว จะทำอย่างไรดีค่ะให้พฤติกรรมการกัดเล็บของลูกหายไป

A : การกัดเล็บในเด็กเป็นภาวะที่เปลี่ยนมาจากการดูดนิ้วในวัยทารก ซึ่งเป็นการสร้างความพอใจนอกเหนือจากการดูดนม ซึ่งควรจะเลิกได้เมื่อโตขึ้นเนื่องจากมีสิ่งอื่นๆ ที่น่าสนใจที่จะทำเพิ่มขึ้น ในช่วงอายุ 4 ปีขึ้นไป จนถึงวัยรุ่นอาจจะมีการกัดเล็บได้เป็นครั้งคราว เมื่อมีปัญหาทางอารมณ์ เช่น เครียด กังวล เหงา แต่ถ้ากัดเล็บบ่อยจนเป็นนิสัยก็ต้องช่วยแก้ไข เพราะนอกจากทำให้เสียบุคคลิกแล้วยังทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ เพราะเศษเล็บที่กลืนลงไปบ่อยๆ จะทำให้มีอาการปวดท้อง ท้องอืดได้ และนิ้วที่ไม่สะอาดอาจจะนำเชื้อโรคระบบทางเดินอาหารเข้าสู่ร่างกาย เช่น ท้องเสีย ตับอักเสบ

ในกรณีของลูกชายควรจะต้องปรับพฤติกรรมอย่างค่อยเป็นค่อยไป การสั่งห้าม ดุ หรือทำโทษ มักไม่ได้ผล และอาจจะทำให้เด็กมีปัญหาทางอารมณ์และจิตใจเพิ่มขึ้น การพาลูกไปทำกิจกรรมนอกบ้านจะเป็นการช่วยผ่อนคลายอารมณ์ โดยเฉพาะกิจกรรมที่ต้องใช้มือ เช่น กีฬา วาดรูป ดนตรี การกัดเล็บก็จะน้อยลงและเลิกไปเอง

------------------

คอลัมน์ : ถามหมอสูติรู้คำตอบ

โดย : นพ.วิริยะ เล็กประเสริฐ

Q : รู้สึกแปล๊บๆ ที่เนินอกข้างขวา บางครั้งกดลงไปก็รู้สึกเจ็บแต่พอกดอีกข้างซ้ายที่เดียวกันกลับไม่รู้สึกเจ็บ กลัวว่าจะเป็นมะเร็งเต้านม แล้วอาการขั้นเริ่มแรกของมะเร็งเต้านมจะเป็นอย่างไรค่ะ ป้องกันได้หรือไม่

A : หากมีอาการกดเจ็บในบริเวณดังกล่าว ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจให้ละเอียดดีกว่าครับ เพราะอาการเริ่มแรก ก็มักจะเป็นจากที่ผู้ป่วยคลำกดได้เองก็มีมากครับ

เพราะหากแพทย์ตรวจคลำแล้วพบว่า เป็นก้อนที่น่าสงสัย จะได้ส่งตรวจ Mammogram & Ultrasoundgraphy ให้ชัดเจน เพื่อพิจารณาโครงสร้างก้อนว่ามีความเสี่ยงของมะเร็งเต้านมหรือไม่ หากดูแล้วสงสัยมาก จะได้พิจารณาการตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจ

การป้องกันเรื่องของมะเร็งเต้านม อาจทำได้ยากเพียงแต่เราลดความเสี่ยงได้บ้าง เช่น หลีกเลี่ยงยาหรือสมุนไพรที่มี Estrogen มากๆ หากมีความจำเป็นต้องใช้ก็ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะถ้ามีประวัติว่าญาติในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านมยิ่งต้องระวังมากขึ้นครั

Q : ตอนนี้ดิฉันกำลังตั้งครรภ์อยู่ รู้สึกว่ามีอาการนอนไม่ค่อยจะหลับหรือหลับไม่สนิท รู้สึกอึดอัดกับท้องที่ใหญ่มาก อยากกินยานอนหลับจะมีอันตรายต่อลูกน้อยในครรภ์และมีผลข้างเคียงที่จะเกิดกับตัวดิฉันหรือไม่ แล้วมีวิธีแก้อาการนอนไม่หลับได้หรือไม่ค่ะ

A : ยานอนหลับบางตัวก็ใช้ได้ระหว่างตั้งครรภ์ครับ ถ้าคิดว่าจำเป็นต้องใช้จริงๆ ก็ปรึกษาแพทย์ได้ แต่โดยทั่วไปก็ควรหลีกเลี่ยงในระหว่างอายุครรภ์น้อยๆ ไว้ก่อนครับ แต่หากอายุครรภ์เลย 4-5 เดือนไปแล้ว ยาที่จะใช้ได้ก็มีมากขึ้น

แต่หากอายุครรภ์มากขึ้น มดลูกก็จะโตขึ้น เวลานอนหงายสักพักจะทำให้อึดอัดหายใจไม่สะดวก และอาจมีกรดในกระเพาะไหลย้อนมากขึ้น เราช่วยลดอาการได้โดยปรับท่านอนเสียใหม่ เป็นนอนตะแคง และศีรษะให้สูงขึ้นก็จะช่วยให้อาการดีขึ้นครับ

ก่อนนอนอาจดื่มนมหรือเครื่องดื่มอุ่นๆ เล็กน้อยก็จะช่วยให้หลับดีขึ้นครับ (แต่ไม่ใช่กาแฟอุ่นนะครับ)

----------------

บทความพิเศษ

โดย : ศ.นพ.วีระสิงห์ เมืองมั่น

ข้อปฏิบัติในผู้สูงวัย หรือวัยทอง

การที่คนเราจะแข็งแรงอยู่ได้ ก็ด้วยการกินอาหาร การออกกำลังกาย การขับถ่ายและล้างสารพิษออกจากร่างกาย และการทำจิตใจให้สงบ สิ่งมีชีวิตทั้งมวลได้กระทำในสิ่งเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง เป็นขบวนการที่เป็นไปตามธรรมชาติไม่มีใครจะฝืนมันได้ ถึงกระนั้นเมื่อถึงระยะเวลาหนึ่ง ความร่วงโรยก็บังเกิดขึ้น โดยไม่มีใครจะบังคับมันได้ แต่เราอาจชลอการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาตินี้ได้ โดยอาศัยความรู้ที่ได้สืบสอดกันมายาวนาน และการปฏิบัติตามแนวความรู้นั้น อันนำมาซึ่งความผาสุข ตามวัยอันสมควร

อายุขัยของคนเราที่มีปัญหาเจ็บป่วนมาก อยู่ในช่วงอายุ 48 – 60 ปี เรียกว่าในช่วงต้นของคนสูงวัย และ 61 – 71 ปี เป็นช่วงกลาง ส่วนอายุ 73 – 84 ปี อันเป็นช่วงท้ายๆ ของกลุ่มคนผู้สูงวัยนั้น จัดว่าเป็นนักปราชณ์แล้ว ศิษย์ผู้ใดปฏิบัติตามกิจวัตรของผู้สูงวัยนั้นได้ นับว่าประเสริฐยิ่งนัก

ปัจจุบันคำที่ใช้ว่า “วัยทอง” ใช้เรียกบุคคลเหล่านี้ ซึ่งตรงกับคำว่า “ผู้อาวุโส” บางทีเรียกว่า พ่อเฒ่า แม่เฒา ผู้เฒ่า แม่แก่ คนแก่ คนเฒ้า เราต้องไม่ลืมว่าพยัญชนะภาษาไทยมี “ฒ” อยู่ด้วย เพราะฉะนั้นคำที่ใช้ว่า “เฒ่า” ไม่น่าจะเสียหายอะไร ส่วนคำว่า “วัยทอง” นั้น เป็นภาษาใหม่ มีความหมายเชื้อเชิญให้คนรัก ชอบ ผูกพัน ในสิ่งต่างๆ (อันไม่ยั่งยืน) และมีแนวโน้มให้แสวงหา และยึดติดในสิ่งนั้นๆ ดังนั้นหารเข้าใจตามนี้ จะใช้คำ วัยทอง หรือ คำอื่นๆ ก็มีความหมายเดียวกันว่า ได้กล่าวถึงคนซึ่งได้เดินทางของชีวิตเข้ามาครึ่งค่อนอายุขัยของคนเข้าไปแล้ว

ในแนวความคิดของผู้เขียน เราควรน้อมรับความสูงวัยไปโดยดี เพราะไม่มีอะไรจะดีกว่านี้อีกแล้ว และศึกษาปฏิบัติตามวิถีทางที่ครู อาจารย์ได้พร่ำสอนมาก่อนหน้านี้ เพื่อเป็นแนวทางดำรงชีวิตให้ถึงเป้าหมายต่อไป คือความสุขหรือเรียกรวมๆว่า อายุ วรรณะ สุขะ พละ

ไม่ว่หญิงหรือชายก็ไม่มีความแตกต่างกันในแง่ของแนวปฏิบัติ จะแตกต่างก็เพียงข้อปลีกย่อย ซึ่งผู้ตามคงได้ศึกษาแต่ละกรณี เป็นรายละเอียดต่อไปนี้

1 ในข้อแรก เรื่องอาหารการกิน เราต้องรู้จักเลือกกิน คือมีทั้งศาสตร์และศิลป กินเพื่อให้ร่างกายคงอยู่และซ่อมแซมส่วนสึกหรอ มีพลังงานใช้ดำรงชีวิตต่อไป สำหรับคนไทยเรากินข้าว ปลา พืชผัก ผลไม้ เป็นสิ่งที่เราทำประจำอยุ่แล้ว สิ่งที่พึงระวัง คือ ต้องกินให้อิ่มไม่ให้ขาด ไม่ให้เกิน คือดำเนินสายกลางในการบริโภค ด้านโภชนาการถูกอาจารย์แนะนำให้ระวังพลังงานหรือแคลอรี่ อย่าให้มากเกินในผู้สูงวัย เพราะไม่ใช่วัยหนุ่มสาวแล้วที่มีการเผาผลาญอาหารเป็นพลังงานอย่างง่ายดาย ข้อระวังข้อนี้คือ “อย่าให้อ้วน”

2 ข้อปฏิบัติข้อที่สอง คือการออกำลังกาย มีความจำเป็นต้องทำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อความแข็งแรงต้องฝึกให้ทำทุกวัน วันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน หรือทำวันเว้นวัน สุดแท้แต่กำลังจะอำนวย ในเรื่องออกกำลังนี้ต้องเลือกทำชนิดที่เหมาะสมกับตนด้วย ทำสิ่งที่ชอบไม่หักโหม และต่อเนื่อง ถ้านึกว่าจะออกกำลังกายอย่างไรดีและยังนึกไม่ออก ให้เริ่มเดิน แล้วก็จะนึกออกเอง ข้อปฏิบัติข้อสองคือ “เดินทุกวัน”

3 ข้อที่สาม การขับถ่าย และขจัดสารพิษออกจากร่างกายควรปฏิบัติตนให้ปัสสาวะมาก โดยดื่มน้ำมากๆ วันหนึ่งไม่ต่ำกว่า 2 ลิตร หรือ 3 ขวดแม่โขง และรับประทานอาหารมีกากใย ที่จะช่วยให้ถ่ายอุจจาระทุกวัน หากจำเป็นต้องระบายก็ใช้ยาระบายอ่อนๆ หรือสวนทวารด้วยน้ำ น้ำเลือหรือน้ำสบู่ การทำงานให้เสียเหงื่อ หรืออบไอน้ำก็เป็นวิธีล้างพิษที่ดีเช่นกัน ผู้ที่ขับถ่ายดีจะปรากฎชัดว่าผิวพรรณผ่องใส จิตใจชื่นบาน เพราะไม่มีความรู้สึก อึดอัด ท้องอืดท้องเฟ้อ อันทำให้อารมณ์แปรปรวนได้ง่าย สำหรับอาหารที่ช่วยการชับถ่าย พึงเลือกบริโภคในสิ่งที่ตนชอบ ส่วนใหญ่จะเป็นผลไม้ตามฤดูกาลและผักบางชนิด เช่น ขี้เหล็ก แค มะระ สะเดา กระเจี๊ยบ แมงลัก ฟักทอง เป็นต้น ข้อพึงปฏิบัติข้อสามคือ “ดื่มน้ำมากๆ”

4 ข้อที่สี่และเป็นข้อสุดท้าย คือการชำระจิตใจให้ผ่องใส่ ข้อนี้ผู้เขียนคิดว่าสำคัญที่สุด และปฏิบัติยากที่สุด เนื่องด้วยคนเรามีกิเลสติดตัวมาตั้งแต่เกิด การขัดเกลากิเลสเหมือนการล้างสนิมออกจากเหล็ก ทำได้ชั่วครั้งคราว แล้วก็กลับมาเป็นอีก จึงมีความจำเป็นต้องชำระกิเลสอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง เป็นที่ยอมรับว่า จิตใจที่สงบนำสุขมาให้ และไม่เป็นโรคทางกาย ดังเป็นที่ทราบกันดีว่า โรคทางกายทุกวันนี้กว่าครึ่งเกิดเนื่องจากจิตใจเป็นเหตุหลัก ดังนั้นหากท่านเริ่มฝึกจิคเสียวันนี้โรคทางจิต และทางกายก็จะหายไปได้ นำความสุขมาให้ท่านตามปรารถนา

การฝึกจิตฝึกอย่างไร พึงศึกษาจากครู อาจารย์จะได้ไม่หลงทาง สำหรับใช้ชีวิตประจำวัน ผู้เขียนยังเชื่อว่าการฝึกโยคะ หรือฤๅษีดัดตน เป็นการฝึกจิตที่ดีวิธีหนึ่ง นอกจากจะได้จิตใจที่มั่นคงชำระกิเลสแล้ว ยังได้ฝึกกำลังกล้ามเนื้อ ฝึกอวัยวะภายในอันเป็นผลให้อวัยวะต่างๆ ทำงานตามหน้าที่ของมันเอง เกิดผลอันเป็นองค์รวมให้บุคคลนั้นๆ มีสุขภาพดี จิตใจแจ่มใสเบิกบาน กล่าวคือเป็นการทำใจให้ “สะอาด สว่าง สงบ”

กล่าวโดยสรุปแล้ว การปฏิบัติตนเมื่อบุคคลอยู่ในวัยสูงหรือสูงวัย คือการฝึกฝนตนเองนั่นเอง ให้มีการกินอยู่ถูกต้อง การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การขับถ่ายล้างพิษออกจากตนโดยวิธีธรรมชาติ และการทำใจให้สงบ หรือฝึกจิตเป็นนิจ หากทำได้ดังนี้แล้ว ท่านจะเข้าถึงสัจธรรมที่ว่า “อโรคา ปรมา ลาภา” โดยแท้

-----------------

Care for Kids

น.พ.เจตน์ โลหารชุน

เหล็กกับเด็ก

ชื่อเรื่องอาจจะทำให้บางคนสงสัยว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร แต่ผู้ที่เป็นคุณแม่คงนึกออกทันทีว่าในช่วงฝากครรภ์สูติแพทย์จะจัดยาเสริมธาตุเหล็กให้เพื่อป้องกันภาวะโลหิตจางของคุณแม่และทารกในครรภ์ ภาวะโลหิตจางหมายถึงการที่มีเม็ดเลือดแดงน้อยกว่าปกติทำให้เด็กดูผิวซีดไม่มีเลือดฝาด เล็บ ฝ่ามือ ฝ่าเท้าไม่แดง ซึ่งต่างจากเด็กปกติที่ผิวขาว สาเหตุของภาวะโลหิตจางในทารกและเด็กมีหลายอย่างแต่สาเหตุที่พบบ่อยคือ การขาดธาตุเหล็ก

โลหิตจาง...จากการขาดธาตุเหล็ก

เหล็กเป็นส่วนประกอบสำคัญของสารฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง มีหน้าที่จับออกซิเจนจากอากาศในปอด นำไปสู่เซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย ทำให้เกิดการเผาผลาญอาหารสร้างพลังงานแก่ร่างกาย และส่งเสริมการทำงานของเอนไซม์ในเซลล์ให้เป็นไปตามปกติ ถ้าขาดธาตุเหล็กจนมีอาการซีดเป็นเวลานานจะเกิดผลกระทบต่อการทำงานของเซลล์ต่างๆ ทำให้เกิดปัญหาทางด้านการเจริญเติบโตของร่างกายต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ เฉื่อยชาไม่ร่าเริ่ง เรียนรู้ช้า

ลูกของคุณแม่...เสี่ยง...ต่อภาวะโลหิตจางหรือไม่

มีการสำรวจภาวะโลหิตจางในเด็กไทย พบว่าเด็กเริ่มมีอาการซีดในช่วงอายุ 4-6 เดือน เป็นจำนวนไม่น้อยและส่วนใหญ่มีสาเหตุจากการขาดธาตุเหล็ก ตามปกติมารดาที่มีภาวะโภชนาการดีขณะตั้งครรภ์และหลังคลอดโดยได้รับการเสริมธาตุเหล็กทั้งจากยาและอาหารที่มีธาตุเหล็ก ทารกที่คลอดครบกำหนดจะได้ธาตุเหล็กสะสมในร่างกายได้เพียงพอต่อการเติบโตจนถึบอายุ 4 เดือน และถ้าได้ดูดน้ำนมคุณแม่ตลอดก็ยิ่งได้ธาตุเหล็กสะสมไปเรื่อยๆ เพราะในนมแม่มีเหล็กมากกว่าในนมวันและดูดซึมได้ดีกว่า

ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กมีดังนี้

  1. “ซีด” ซึ่งสังเกตได้จากสีผิว ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ริมฝีปาก เหงือก กระพุ้งแก้ม เปลือกตาด้านใน เป็นต้น

  2. เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย เนื่องจากหัวใจต้องทำงานเพิ่มขึ้นในการหมุนเวียนเม็ดเลือดแดงที่มีน้อย ให้นำออกซิเจนไปยังเซลล์ต่างๆ ให้เพียงพอ ทำให้ชีพจรเต้นเร็ว

  3. อาการระบบทางเดินอาหาร เช่น เบื่ออาหาร อาหารไม่ย่อย ท้องผูกหรือท้องเสีย

  4. ลิ้นเลี่ยนและอักเสบ (Glossitis) เป็นอาการที่พบได้เฉพาะในภาวะโลหิตจากการขาดธาตุเหล็กอย่างรุนแรง แต่ไม่พบทุกราย อาจพบเพียงร้อยละ 50 ของผู้ป่วย

  5. เล็บอ่อนบาง แบนหรือแอ่นลงเป็นรูปช้อน (Klilonychia)

  6. อาการทางสมอง เช่น ซึม เฉื่อยชา ไม่กระตือรือร้น ไม่มีสมาธิ

  7. มีการติดเชื้อต่างๆ ได้ง่าย โดยเฉพาะโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ เนื่องจากภูมิต้านทานลดลง

  8. ภาวะหัวใจวาย ซึ่งอาจเป็นสาเหตในการเสียชีวิตได้ และมักแสดงอาการเมื่อระดับฮีโมโกลบินต่ำกว่า 7 กรัม/เดซิลิตร

กลุ่มเด็กที่มีความเสี่ยงต่อการขาดธาตุเหล็กซึ่งควรได้รับยาหรืออาหารเสริมธาตเหล็กที่เหมาะสมตามวัย

  • ทารกคลอดก่อนกำหนด เนื่องจากมีเหล็กสะสมน้อย จึงควรได้รับยาเสริมธาตุเหล็กที่เหมาะสมตามวัย

  • เด็กที่ดื่มนมวัวเป็นหลักในขวบปีแรก

  • เด็กที่ดื่มนมแม่อย่างเดียวหลังอายุ 4 เดือน ถ้าคุณแม่ไม่ได้กินยาหรืออาหารกลุ่มที่มีธาตุเหล็กสูง

  • เด็กอายุเกิน 1 ปี ต้องให้อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง

เด็กที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะซีดควรจะได้รับการเจาะเลือดตรวจกรองวัดระดับความข้นของเม็ดเลือดแดง (Hematocrit) หรือ ความเข้มข้นของฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) เป็นระยะหลังจากอายุ 9 เดือน ในกรณีที่ผลการตรวจผิดปกติก็จะมีการตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันว่ามีสาเหตุจากการขาดธาตุเหล็กจริงเพื่อให้การรักษาในรูปของยาชนิดรับประทาน ร่วมกับอาหารที่มีเหล็กสูง เช่น ตับ น้ำลูกพรุน รองลงไปได้แก่ ไข่ ไก่ หมู ปลา เมล็ดถั่วชนิดต่างๆ ผักใบเขียว ข้าวโอ๊ต ลูกองุ่นแห้ง หลังการให้ยาและปรับอาหารประมาณ 2 เดือน ผลการตรวจเลือดจะดีขึ้น แต่ยังต้องให้เหล็กเสริมต่อไปอีกระยะหนึ่งเพื่อให้มีการสะสมสำรองในร่างกาย

เนื่องจากภาวะโลหิตจาง หรือเด็กซีดเกิดจากสาเหตุอื่นๆ ได้ เช่น ธาลัสซีเมีย ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรม ความผิดปกติของผนังเม็ดเลือดแดงทำให้แตกง่าย การเจ็บป่วยเรื้อรัง พยาธิในลำไส้บางชนิด ดังนั้นเมื่อใดสังเกตุหรือสงสัยว่าลูกซีดควรพาไปพบแพทย์ดีกว่าซื้อยาบำรุงเลือดให้รับประทานเอง

---------------------

Activity

รู้ เท่าทัน ป้องกันการแพ้ และไซนัสอักเสบ

เมื่อวันอาทิตย์ ที่ 11 ตุลาคม 2552 ทางโรงพยาบาลวิชัยยุทธได้จัดสัมมนาวิชาการในหัวข้อเรื่อง “รู้ เท่าทัน ป้องกันการแพ้ และไซนัสอักเสบ” ขึ้น ณ ห้องประชุมวิชัยยุทธ ซึ่งการจัดงานสัมมนาในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากท่านวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ แพทย์หญิงรุ่งเรือง กาญจนภูมิ , แพทย์หญิงรัตนาภรณ์ เฟื่องทอง , นายแพทย์ศุภชัย ตุลวรรธนะ และแพทย์หญิงกณิกา ภิรมย์รัตน์ นำความรู้มามอบให้กับผู้เข้าร่วมฟังสัมมนา ไม่ว่าจะเป็นสาเหตุของการทำให้เกิดอาการแพ้ ที่เกิดจากแมลงต่างๆ อาหาร อากาศ เป็นต้น เรียนรู้ชนิดและวิธีในการใช้ยาพ่น กับการบรรยายครั้งนี้กันอย่างเต็มอิ่ม และภายในงานยังมีกิจกรรมให้กับผู้เข้าร่วมงานได้ร่วมสนุกกันอีกมากมาย

เบาหวาน สุขกาย สุขใจ ไร้โรคแทรกซ้อน

โรงพยาบาลวิชัยยุทธได้เล็งเห็นความสำคัญของโรคเบาหวาน ว่าหากไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้องนั้น จะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆตามมาอีกมากมาย ดังนั้นทางโรงพยาบาลวิชัยยุทธร่วมกับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แพทย์หญิงเกษนภา เตกาญจนวนิช , แพทย์หญิงสุขจันทร์ พงษ์ประไพ และรองศาสตราจารย์แพทย์หญิงนลินทิพย์ ตำนานทอง มอบความรู้ให้กับผู้เข้าร่วมฟังสัมมนาในหัวข้อเรื่อง “เบาหวาน สุขกาย สุขใจ ไร้โรคแทรกซ้อน” เมื่อวันอาทิตย์ ที่ 8 พฤศจิกายน 2552 ซึ่งภายในงานผู้เข้าร่วมฟังได้มีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนความรู้กับฐานปฏิบัติการทั้ง 4 ฐาน คือ การดูแลสุขภาพเท้า , สุขใจกับอาหารแลกเปลี่ยน , คัดกรองกลุ่มเสี่ยง และการออกกำลังกาย และผู้เข้าร่วมฟังงานสัมมนายังร่วมสนุกกับกิจกรรมต่างๆภายในงานอีกด้วย