ตัวเหลืองในทารกแรกเกิด

606

ตัวเหลืองในทารกแรกเกิด

ตัวเหลือง เป็นปัญหาที่พบบ่อยที่สุดในทารกแรกเกิด เนื่องจากทารกมีจำนวนเม็ดเลือดแดงมากกว่าผู้ใหญ่ เมื่อเม็ดเลือดแดงแตกหรือหมดอายุ จะทำให้ได้สารสีเหลืองในเลือดที่เรียก บิลิรูบิน  โดยตับมีหน้าที่ขับถ่ายออกทางน้ำดี ในทารกแรกเกิดการทำงานของตับยังไม่เจริญเต็มที่ เราจึงพบว่าประมาณร้อยละ 50-60 ของทารกปกติจะมีอาการตัวเหลืองได้ประมาณวันที่ 3-5 หลังเกิด

อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่ของทารกเหล่านี้จะมีอาการเหลืองไม่มาก  เป็นการเหลืองในทารกปกติที่ไม่ต้องการรักษาอย่างใด

ในทารกบางคนมีอาการเหลืองผิดปกติ เช่นเหลืองในวันแรก หรือตัวเหลืองมากกว่าธรรมดา จำเป็นต้องหาสาเหตุและให้การรักษา เพราะการที่ทารกตัวเหลืองมากกว่าธรรมดามากจะมีผลต่อสมอง เมื่อสีเหลืองย้อมติดเนื้อสมองแล้วจะไม่สามารถให้การรักษาได้ จะทำให้เกิดอาการทางสมอง เช่น ตัวเกร็ง ชัก ปัญญาอ่อน เป็นต้น ในรายที่สงสัยว่าทารกจะตัวเหลืองมากกว่าธรรมดาจำเป็นต้องเจาะเลือดเพื่อตรวจหาระดับสีเหลือง คือ บิลลิรูบินในเลือด เพื่อใช้เป็นแนวทางในการรักษาต่อไป

สาเหตุที่สำคัญๆ ที่ทำให้ทารกตัวเหลืองมากกว่าปกติ ได้แก่

  1. หมู่เลือดของมารดาและทารกไม่เข้ากัน เป็นสาเหตุที่ทำให้ทารกตัวเหลืองได้เร็ว และเหลืองมากกว่าปกติ เนื่องจากมีการทำลายของเม็ดเลือดแดงมากกว่าธรรมดา
  2. เม็ดเลือดแดงผิดปกติ เช่น รูปร่างผิดปกติแต่กำเนิดหรือเอ็นไซม์ในเม็ดเลือดแดงบกพร่อง (G6PD ) จะทำให้เม็ดเลือดแดงแตกง่ายกว่าธรรมดาได้
  3. มีเลือดออกตามที่ต่างๆในร่างกาย ทำให้จำนวนเม็ดเลือดแดงที่ต้องทำลายมีมากขึ้น
  4. เกิดก่อนกำหนด  ทารกที่เกิดก่อนกำหนด ยังมีการทำงาน ของตับไม่ดี มักจะมีตัวเหลืองมากกว่าทารกครบกำหนดเสมอ
  5. จากน้ำนมแม่ เนื่องจากน้ำนมแม่เฉพาะบางคน จะมีสารที่ต้านการทำงานของตับในการขับถ่ายสารสีเหลืองจะทำให้ทารกตัวเหลืองได้ พบไม่บ่อยและจะเหลืองเมื่ออายุมากกว่า 10 วัน แตกต่างจากตัวเหลืองทั่วไปที่มักจะตัวเหลืองในสัปดาห์แรก ในรายที่เหลืองมากๆ อาจต้องงดนมแม่ชั่วคราว1-2วัน เพื่อให้หายเหลืองเร็วขึ้น ส่วนใหญ่สามารถกลับมาให้นมแม่ใหม่ได้
  6. จากการดูดนมแม่ เป็นตัวเหลืองในทารกแรกเกิดที่พบได้บ่อย และพบในสัปดาห์แรกเนื่องจากน้ำนมยังมีน้อย ทำให้ทารกขาดน้ำ พลังงานและสารอาหาร ส่วนใหญ่มักไม่มีอันตราย และป้องกันโดยให้ทารกดูดนมมารดาได้บ่อยๆในช่วงแรก
  7. สาเหตุอื่นๆ ของตัวเหลือง เช่นการติดเชื้อ มารดาเป็นเบาหวาน ลำไส้อุดตัน ต่อมธัยรอยด์ทำงานน้อย และความผิดปกติต่างๆของการขับถ่ายสารสีเหลือง เป็นต้น

ปัจจุบันมีเครื่องมือวัดดัชนีความเหลืองจากความเข้มของสีจากผิวหนังทารกได้ โดยมีผลใกล้เคียงกับในเลือด ทำให้การประเมินภาวะตัวเหลือง  ทำได้แม่นยำขึ้นกว่าการใช้สายตา จึงนำมาใช้ในการคัดกรองทารกที่มีภาวะตัวเหลืองได้ดี ทำให้ไม่จำเป็นต้องเจาะเลือดทารกทุกครั้ง อย่างไรก็ตามถ้าทารกตัวเหลืองมาก หรือไม่แน่ใจ เราต้องใช้ผลการตรวจจากเลือดเสมอ เพื่อเป็นข้อบ่งชี้ในการรักษา

การรักษา เนื่องจากภาวะตัวเหลืองที่มากกว่าธรรมดา อาจทำอันตรายต่อสมองได้ จึงมีความจำเป็นที่ต้องให้การรักษาเพื่อป้องกันอันตรายดังกล่าว การรักษาที่สำคัญมี 2 แนวทาง คือ

  1. การส่องไฟ  มีหลักการคือใช้พลังงานจากแสงที่มีคลื่นความถี่ใกล้เคียงกับแสงสีฟ้าและสีเขียว ซึ่งจะเปลี่ยนสารสีเหลืองของบิลิรูบิน ให้ละลายน้ำได้ แล้วขับออกทางลำไส้และปัสสาวะ ในทางปฏิบัติอาจใช้หลอดไฟนีออนสีขาว สีน้ำเงิน หรือสีน้ำเงินพิเศษก็ได้ นอกจากนี้พลังงานแสงจากหลอดไฟ LED มักจะให้พลังงานได้มากกว่าหลอดนีออนทั่วไป และให้ความร้อนน้อย ปัจจุบันจึงมีผู้นิยมใช้มากขึ้น วิธีการส่องไฟ คือการให้ผิวหนังทารกมีโอกาสถูกแสงมากที่สุด แต่ต้องปิดตา เพื่อไม่ให้แสงทำอันตรายต่อประสาทตาของทารกได้ ระหว่างที่ส่องไฟทารกอาจมีถ่ายเหลวเล็กน้อย มีผื่นตามผิวหนัง และสูญเสียน้ำเพิ่มขึ้น ทารกจึงมักจะดูดนมเพิ่มขึ้นเองเพื่อป้องกันการขาดน้ำ
  2. การเปลี่ยนถ่ายเลือด เป็นวิธีที่ลดสารสีเหลืองลงได้ทันที เพราะสารเหลืองที่อยู่ในเลือดจะลดลงทันทีภายหลังการเปลี่ยน แต่เนื่องจากสารสีเหลืองมีอยู่ในส่วนอื่นๆของร่างกายด้วย ร่างกายจึงต้องขับออกเองหรือใช้ไฟส่องร่วมด้วย เพื่อให้หายเหลืองเร็วขึ้น การเปลี่ยนถ่ายเลือดจึงจำเป็นเฉพาะทารกที่เหลืองจัด ไม่สามารถรอให้หายเหลืองจากการส่องไฟได้ ส่วนกรณีตัวเหลืองทั่วๆไป มักจะไม่จำเป็นต้องทำการถ่ายเลือด เนื่องจากจะมีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนได้มากกว่าการส่องไฟ

หน่วยทารกแรกเกิด ชั้น 18 อาคารศูนย์การแพทย์วิชัยยุทธ

โทร.02-265-7777

โทร.02-618-6200

แฟกซ์ 02 265 7888

ให้คะแนนบทความนี้
[คะแนนบทความนี้: 0]
เรายึดมั่นในหลักการรักษาที่ได้มาตรฐานและมีคุณภาพมาอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ป่วยทุกรายจะได้รับการดูแลและติดตามผลการรักษาจากคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด