คู่มือคุณแม่มือใหม่ การให้นมแม่และทารกแรกเกิด

225

เราทราบกันดีว่าการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มีคุณประโยชน์นานาประการ ที่สำคัญคือทางด้านโภชนาการ นมแม่เป็นอาหารที่เหมาะสมที่สุดสำหรับลูกและยังช่วยป้องกันโรคภัยไข้เจ็บอีกหลายอย่าง  รวมทั้งเป็นรากฐานสำหรับพัฒนาการทางร่างกายและจิตใจที่สมบูรณ์ ทางโรงพยาบาลมีข้อแนะนำสำหรับคูณแม่มือใหม่ที่จะเริ่มให้นมลูกลูก ดังนี้

การเตรียมสภาพจิตใจ
ด้วยเหตุผลข้างต้นคุณแม่คงเห็นความสำคัญของการให้นมแม่ ดังนั้นจึงควรเริ่มเตรียมใจให้พร้อมด้วยการผ่อนคลาย ไม่เครียดตัดความกังวลเรื่องต่างๆออกโดยคิดว่าเป็นโอกาสแรกที่ดีที่จะปฏิบัติหน้าที่ของแม่

การเริ่มให้ลูกดูดนมแม่
ควรพยายามเริ่มให้ลูกดูดนมเร็วที่สุดเท่าที่คุณแม่จะพร้อมหรือภายใน2ชั่วโมงแรกหลังคลอด โดยอาจเริ่มดูดตั้งแต่ในห้องคลอด  (Early  suckling )  และทางโรงพยาบาลจะสนับสนุนให้นำลูกไปเลี้ยงในห้องพักของคุณแม่ (Rooming-in) บ่อยเท่าที่จะไปปฏิบัติได้เพื่อให้ลูกได้มีโอกาสดูดนมแม่อย่างต่อเนื่องและคุณแม่ได้คุ้นเคยกับลูกเร็วขึ้น

ท่าอุ้มให้นมลูกและท่าลูกดูดนมแม่
คุณแม่นั่งหรือนอนในท่าที่ผ่อนคลาย อุ้มลูกโดยกอดกระชับอกหรืออาจนอนและวางลูกไว้ข้างตัวซึ่งอาจใช้หมอนรองรับตัวลูกโดยให้ลูกหันหน้าเข้าหาเต้านมโดยมือแม่รองที่ก้นลูก ศีรษะ คอ และลำตัวอยู่ในแนวเดียวกัน ใช้นิ้วพยุงเต้านมให้ลูกดูดไม่ใช่จับหรือคีบแค่เต้านม  คุณแม่ใช้หัวนมถูข้างริมฝีปากลูกเพื่อกระตุ้น (Rooting reflex) ให้ริมฝีปากลูกอยู่ด้านใต้หัวนม คางชิดเต้านมแม่ หัวนมจะอยู่ตรงกลางของช่องปาก เพื่อกระตุ้นเพดานปากลูก

การงับนมแม่ (Latch~on) อย่างถูกวิธี
เป็นสิ่งที่สำคัญมากเพื่อให้ลูกได้น้ำนมอย่างพอเพียง และคุณแม่ไม่เจ็บหัวนม ลูกต้องอ้าปากกว้าง งับที่เต้านมไม่ใช่งับแต่หัวนม ริมฝีปากล่างไม่ม้วนเข้าใน ควรมองเห็นลิ้นลูกอยู่เหนือเหงือกล่าง แก้มป่องกลม คางและแก้มลูกแนบชิดกับเต้านม ปลายจมูกลูกชนเต้านมและมองเห็นหรือได้ยินเสียงกลืน

ลูกได้น้ำนมพอหรือไม่
วิธีที่ดีที่สุดที่จะทราบว่าลูกได้นมพอ คือการดูการเพิ่มของน้ำหนักตัวแต่จะไม่สะดวก ในทางปฏิบัติ  คุณแม่อาจใช้วิธีสังเกตุสิ่งต่างๆดังนี้

  • ลักษณะการดูดนมของลูก โดยจะอ้าปากกว้างดูดช้าๆจังหวะสม่ำเสมอริมฝีปากยื่นออก สังเกตุที่คางลูกจะเห็นจังหวะหยุดดูดขณะอ้าปากกว้างสุดซึ่งจะตรงกับช่วงที่น้ำนมไหลเข้าปาก
  • ปัสสาวะวันละ 6 ครั้งหรือมากกว่า
  • ถ่ายอุจจาระวันละ 4-8 ครั้ง โดยอาจถ่ายบ่อยแต่จำนวนน้อย หรือถ่ายไม่บ่อยแต่ครั้งละจำนวนมาก

ทำอย่างไรให้น้ำนมแม่มากขึ้น
คุณแม่อาจประคบด้วยผ้าร้อนที่เต้านมก่อนให้นมลูกดูดประมาณ3-5นาที นวดเต้านมก่อนและขณะให้นมลูก ทำตัวให้รู้สึกผ่อนคลายขณะให้นมโดยหายใจลึกๆ ฟังดนตรีเบาๆหรือจิตนาการถึงสิ่งดีๆสวยงาม ให้ลูกดูดอย่างสม่ำเสมอทุก2-3ชั่วโมง แต่หากลูกไม่สามารถดูดได้อาจใช้วิธีบีบหรือปั๊มนมออก จะช่วยให้ปริมาณน้ำนมเพิ่มขึ้น คุณแม่อย่าลืมรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ5หมู่ ดื่มน้ำบ่อยๆ กรณีที่น้ำนมยังคงน้อยควรพิจารณาปรึกษาแพทย์ใช้ยากระตุ้นน้ำนม

การดูแลหัวนมและเต้านม
ปัญหาหัวนมแตก เกิดจากหัวนมถลอกหรือระคายเคืองมักเกิดจากการอุ้มลูกผิดท่าในการให้ดูดนม อาจป้องกันโดยบีบน้ำนมออกเล็กน้อยให้ลานนมนุ่ม ลูกอมได้ลึกถึงลานนม และช่วยกระตุ้นให้นมเริ่มไหลก่อนให้ลูกดูด ถ้าหัวนมเจ็บมาก ให้ลูกดูดข้างที่เจ็บน้อยก่อน เปลี่ยนท่าอุ้มลูกในแต่ละมื้อเพื่อเปลี่ยนจุดสัมผัสของหัวนมกับปากเด็ก เมื่อต้องการให้ลูกปล่อยหัวนม ให้สอดนิ้วเข้าไประหว่างเหงือกของลูกเบาๆเพื่อให้ลูกหยุดดูด ถ้าเจ็บหัวนมมากอาจหยุดให้ดูดชั่วคราว และใช้วิธีบีบหรือปั๊มนมออกจนกว่าอาการดีขึ้น

อาการคัดเต้านมอาจพบได้ประมาณวันที่3-5หลังคลอดควรให้ลูกดูดนมบ่อยขึ้น ประคบด้วยความร้อน นวดเต้านมหรือบีบน้ำนมออกบ้าง ถ้าปวดมากอาจรับประทานยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการปวด แต่หากไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

ปัญหาที่พบบ่อยในระยะเดือนแรก เมื่อคุณแม่กลับไปเลี้ยงลูกอาจพบปัญหาได้แก่

  • อาการสะอึก ไม่มีอันตรายจะหายไปเอง
  • จามบ่อย พบได้ในทารกปกติ จะค่อยๆลดลง
  • สะดือ จะหลุดใน 7-10 หลังคลอด หลังจากหลุดจะมีน้ำเหลืองหรือเลือดซึมๆใช้แอลกอฮอล์เช็ดจนกว่าจะแห้ง
  • หายใจเสียงดังครืดคราด มักชัดเจนเวลากลางคืนในห้องแอร์ ควรปรับอุณภูมิห้องนอนประมาณ 25-26 องศาเซลเซียส  ใช้ไม้พันสำลีเช็ดในรูจมูก
  • ถ่ายบ่อย เมื่อลูกอายุประมาณ 5-7 วัน อาจจะถ่ายเหลวและบ่อย อาจถึง15-20 ครั้ง จนก้นแดงเปื่อย ไม่ใช่อาการท้องเสีย ควรแก้ไขโดยบีบนมแม่ส่วนต้นทิ้งไปประมาณ 20-30 มล. เพื่อให้ลูกดูดนมแม่ส่วนหลังซึ่งมีปริมาณไขมันมากกว่าจะอิ่มได้นานไม่ตื่นมาดูดบ่อย ส่วนบริเวณก้นให้เช็ดทำความสะอาด ผึ่งลมให้แห้งและเปลี่ยนผ้าอ้อมบ่อยขึ้น
  • ร้องกวนมาก เมื่อลูกอายุประมาณ 2-3สัปดาห์ อาจร้องกวนมากโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะช่วงเย็นๆหรือดึก จับดูหน้าท้องขณะที่ร้องจะเกร็งแข็งมากที่เรียกกันว่า “โคลิค” ให้คุณแม่คอยเปลี่ยนท่าอุ้ม โดยอุ้มขึ้นพาดไหล่แล้วลูบหลังเบาๆเดินไปเดินมา บางครั้งอาจใช้ยาขับลมที่มีตัวยา Simethicone
  • ตัวเหลือง ลูกอายุ 2-3 วัน อาจจะเริ่มตัวเหลือง ถ้าเหลืองน้อยๆไม่ต้องทำอะไร แต่ถ้าระดับความเหลืองเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อาจเป็นอันตรายต่อสมอง แพทย์อาจจะหยุดยั้งมิให้เหลืองเพิ่มขึ้น โดยส่องไฟPhoto Therapyบริเวณผิวหนังของลูก ถ้าความเหลืองอยู่ในระดับปกติแพทย์ก็จะอนุญาตให้กลับบ้านได้ ไม่จำเป็นต้องตากแดดหรือดื่มน้ำมากๆ
  • ตาแฉะ ลูกอาจมีน้ำตาไหลข้างเดียวหรือสองข้าง ซึ่งมักเกิดจากท่อระบายน้ำตาบริเวณจมูกตีบหรืออุดตัน ควรนวดและคลึงบริเวณหัวตาต่อกับดั้งจมูก ทำวันละ 2 ครั้ง ถ้ามีขี้ตาสีเหลือง เขียว คล้ายหนอง ควรรีบพาไปพบแพทย์

สิ่งตรวจพบเหล่านี้เป็นความปกติของลูก

  • ผื่นแดงเล็กๆตามลำตัวและใบหน้า
  • ตุ่มขาวเล็กๆรอบๆจมูก บนเหงือกหรือบนเพดานปาก
  • ตุ่มขาวเข้มที่หัวนม
  • ขาและข้อเท้าโกง หรือแบะออกเล็กน้อย
  • ลูกผู้หญิงอาจมีเลือดไหลออกจากช่องคลอดเมื่ออายุ 2-3วัน
  • เวลาฉี่หรืออึ ลูกจะเบ่งออกแรงมาก

หากมีข้อสงสัยหรือต้องการคำแนะนำเพิ่มเติม สามารถสอบถามพยาบาลหน่วยทารกแรกเกิดหรือกุมารแพทย์ประจำตัวของลูกนะคะ

หน่วยทารกแรกเกิด ชั้น 18 อาคารศูนย์การแพทย์วิชัยยุทธ

โทร.02-265-7777

โทร.02-618-6200

แฟกซ์ 02 265 7888

ให้คะแนนบทความนี้
[คะแนนบทความนี้: 4]
เรายึดมั่นในหลักการรักษาที่ได้มาตรฐานและมีคุณภาพมาอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ป่วยทุกรายจะได้รับการดูแลและติดตามผลการรักษาจากคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด