รักตับ….รู้เรื่องมะเร็งตับ…..

8773

ตับมีหน้าที่รับสารอาหารที่ดูดซึมจากลำไส้เล็กผ่านเส้นเลือดดำเข้ามาที่ตับ และยังมีหน้าที่ในการควบคุมปริมาณน้ำตาล โปรตีน และไขมันในกระแสเลือด และมีหน้าที่ในการสร้างสารที่ควบคุมการแข็งตัวของเลือดต่างๆ รวมทั้งวิตามินที่เกี่ยวข้อง หน้าที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การกรองของเสียต่างๆ เช่น ยา แอลกอฮอล์ หรือสารพิษต่างๆ

มะเร็งตับเกิดขึ้นได้อย่างไร

มะเร็งตับเริ่มต้นเมื่อเซลล์ตับเติบโตผิดปกติ โดยเฉพาะในจุดที่เรียกว่าเป็น DNA ซึ่งเป็นโปรตีนที่สำคัญภายในเซลล์  DNA มีความสำคัญต่อกระบวนการทางชีวเคมีที่สำคัญในร่างกาย รวมถึงเป็นตัวควบคุมอัตราการเติบโตของเซลล์ต่างๆ เมื่อเซลล์จำนวนมากมีการเจริญเติบโตที่ผิดปกติก็อาจกลายเป็นก้อนเนื้อ หรือเนื้อร้ายขึ้นมาได้

โดยทั่วไป ผู้ป่วยมะเร็งตับจำนวนมากเริ่มต้นจากการที่ตับเป็นตับแข็งมาก่อน ซึ่งสาเหตุอาจเกิดจากไวรัสตับอักเสบชนิด B หรือ ชนิด C การเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง หรืออาจเกิดจากภาวะตับแข็งอื่นๆ เซลล์ตับในโรคตับแข็งจะมีลักษณะเป็นพังผืด เมื่อระยะเวลาผ่านไปนานๆเป็นสิบปี เซลล์ตับบางเซลล์อาจกลายเป็นมะเร็ง และเติบโตลุกลามมากขึ้นได้

อาการของมะเร็งตับ

ส่วนใหญ่มักจะไม่มีอาการ แต่มักจะตรวจพบเวลาที่ไปตรวจร่างกายด้วยอัลตราซาวด์  หรือตรวจพบความผิดปกติของระดับโปรตีนบางชนิดในเลือด ส่วนมากจะเป็นคนที่มีไวรัสตับอักเสบ หรือมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคตับที่ไปตรวจอัลตราซาวด์  ซึ่งหากโชคดีตรวจเจอมะเร็งตับระยะเริ่มแรก ซึ่งจะมีขนาดเล็กๆ ไม่กี่เซนติเมตร แต่เมื่อมะเร็งมีขนาดโต เช่น มากกว่า 8 – 10 เซนติเมตร ก็จะทำให้เกิดอาการต่างๆ เช่น น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว ทานอาหารไม่ได้ ปวดแน่นท้องบริเวณด้านขวาหรือบริเวณลิ้นปี่ อาจปวดร้าวไปที่หัวไหล่ขวา อาจคลำพบก้อนในท้องใต้ชายโครงขวาหรือลิ้นปี่ในบางคนที่มีโรคตับแข็งร่วมด้วย และหากมะเร็งตับลุกลามมากอาจพบว่ามีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ท้องมาน บางคนอาจจะมีอาเจียนออกมาเป็นเลือด

ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งตับ

การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด B หรือ ชนิด C แบบเรื้อรัง ภาวะตับแข็ง ซึ่งอาจเกิดจากไวรัส หรือสาเหตุอื่นๆ  โดยเฉพาะการดื่มแอลกอฮอล์ทุกวัน ติดต่อกันเป็นระยะเวลาหลายปี เชื้อราชนิด Aflatoxin ซึ่งมีมากในอาหารพวกถั่ว พริก ที่เก็บเอาไว้เป็นระยะเวลานานๆ และนำมารับประทานโดยไม่ผ่านความร้อน และปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่พบได้ แต่ไม่ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงชัดเจนมาก เช่น โรคเบาหวานที่มีไขมันสะสมในตับมาก การสูบบุหรี่ หรือผู้ที่เป็นโรคทางเดินน้ำดีอักเสบ ซึ่งไม่ค่อยพบในประเทศไทย

เราสามารถให้การวินิจฉัยโรคมะเร็งตับเมื่อเริ่มเป็นได้หรือไม่

เป็นที่ทราบกันดีว่ามะเร็งในระยะเริ่มต้นหากวินิจฉัยได้ย่อมทำให้โอกาสในการรักษาให้หายขาดมีความเป็นไปได้สูง โรคมะเร็งตับเป็นโรคที่ให้การวินิจฉัยระยะเริ่มแรกได้ช้า เนื่องจากไม่ค่อยมีอาการ เมื่อมีอาการโรคก็เป็นมากแล้ว

เราสามารถเจาะเลือดหาสาร alfa-fetoprotein เพื่อตรวจหามะเร็งระยะแรกเริ่มได้ ซึ่งในผู้เป็นมะเร็งจะพบว่ามีค่านี้สูง และสามารถใช้วินิจฉัยมะเร็งระยะแรกเริ่มในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ผู้ป่วยที่มีตับอักเสบเรื้อรังได้ด้วยเช่นกัน แต่ก็มีมะเร็งตับบางชนิดไม่สร้าง alfa-fetoprotein

การวินิจฉัย

แพทย์จะซักประวัติ ตรวจร่างกายแล้วส่งตรวจ:

  • Ultrasound ใช้คลื่นเสียงผ่านตับเพื่อหาว่ามีก้อนบริเวณตับหรือไม่
  • CT Scan บริเวณตับเพื่อหาก้อน
  • Angiography คือ การฉีดสีเข้าเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงตับ แพทย์จะทำในบางรายเพื่อวางแผนผ่าตัด
  • Laparoscopy คือ การส่องกล้องเข้าช่องท้องเพื่อดูว่ามะเร็งแพร่กระจายเข้าท้องหรือยัง เป็นการวางแผนก่อนผ่าตัด
  • Biopsy คือ การนำชิ้นเนื้อที่สงสัยส่งตรวจทางพยาธิ โดยการใช้เข็มเจาะหรือการผ่าตัดเอาก้อนเนื้อนั้นส่งตรวจ
  • การเจาะเลือดเพื่อส่งตรวจ alfa-fetoprotein มักเจาะในรายที่สงสัยว่าจะเป็นมะเร็งตับ และเพื่อเป็นการติดตามการรักษาว่ามะเร็งกลับมาเป็นซ้ำหรือไม่

การรักษา

การรักษาขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็งตับ และขึ้นอยู่ว่าโรคเป็นมากแล้วหรือยัง โดยทั่วไปแพทย์จะให้การรักษาโดยวิธีต่างๆ ดังนี้

  • การผ่าตัด จะทำได้ก็ต่อเมื่อมะเร็งนั้นอยู่เฉพาะที่ตับและขนาดไม่ใหญ่มาก และที่สำคัญตับต้องไม่มีโรคอื่น เช่น ตับแข็ง
  • Embolization หรือการฉีดสารบางอย่างให้อุดหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงมะเร็งทำให้มะเร็งขาดเลือด เป็นการรักษาในภาวะที่ผู้ป่วยไม่เหมาะกับการผ่าตัด
  • การให้เคมีบำบัด โรคมะเร็งตับมักจะดื้อต่อยาเคมี วิธีนี้จึงไม่ค่อยได้ผล
  • การฉายรังสี เป็นวิธีที่ไม่ค่อยได้ผล เนื่องจากตับที่เป็นเนื้อดีจะได้รับผลกระทบจากรังสีด้วย
ให้คะแนนบทความนี้
[คะแนนบทความนี้: 3.4]
เรายึดมั่นในหลักการรักษาที่ได้มาตรฐานและมีคุณภาพมาอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ป่วยทุกรายจะได้รับการดูแลและติดตามผลการรักษาจากคณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด