พ่อแม่เข้ม เด็กเครียด

81

เด็กเป็นช่วงวัยที่กำลังเติบโตและมีพัฒนาการในด้านต่างๆ ทั้งทางร่างกาย จิตใจและอุปนิสัย การเจริญเติบโตดังกล่าวส่งผลต่อพฤติกรรมการแสดงออก การใช้ชีวิตในปัจจุบัน และในช่วงวัยถัดไปจนกระทั่งเป็นผู้ใหญ่ ยิ่งในยุคของการแข่งขันที่สูงขึ้น การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ที่พ่อแม่ให้ความสำคัญและมุ่งเน้นสนับสนุนเด็กให้มีความเก่ง เฉลียวฉลาดไม่แพ้คนอื่น ทำให้พ่อแม่หลายครอบครัวเกิดความเครียดและกังวลใจตั้งแต่การเฟ้นหาสถาบันการศึกษาเพื่อเสริมสร้างความรู้ที่ดีให้กับเด็กและตอบโจทย์ความต้องการของพ่อแม่ แต่หารู้ไม่ว่าสิ่งที่พ่อแม่กังวลใจนั้นสามารถส่งผลให้เด็กเกิดภาวะความเครียดได้

ในบทความนี้จึงอยากจะขยายความถึงภาวะความเครียดที่เกิดขึ้นกับเด็ก เพื่อเป็นแนวทางให้พ่อแม่เข้าใจและสังเกตเด็กเบื้องต้น ดังนี้

ความเครียดในเด็ก แบ่งเป็น 2 ระดับ

ระดับที่ 1 ภาวะเครียดฉับพลัน (Acute Stress) จะเกิดในช่วงเวลาสั้นๆ

ระดับที่ 2 ภาวะเครียดเรื้อรัง (Chronic Stress) จะทำให้เด็กต้องทุกข์ทรมานเป็นเวลานานๆ และอาจส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงเคมีในสมอง (Brain Chemistry) และทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำลง

อาการของเด็กที่มีความเครียด

การสังเกตเด็กที่เครียดอาจจะยาก แต่สามารถพบได้จากการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ พฤติกรรมและทางร่างกาย เช่น

  • ร้องไห้และกรีดร้องบ่อยครั้ง
  • พฤติกรรมก้าวร้าว ดื้อดึง เกเร
  • พัฒนาการในการเรียนรู้เกิดความบกพร่องและ/หรือลดลง
  • ทักษะการพูดอ่อน พูดติดอ่าง
  • ขาดความมั่นใจในตนเอง มีความวิตกกังวล หรือมีความกลัว
  • แยกตัวจากเพื่อน เล่นน้อยลง
  • ขี้หงุดหงิด ขี้แย
  • กลัวการแยกจากคนหรือสิ่งของ
  • ไม่มีสมาธิ มีปัญหาด้านความจำ บ่นปวดศรีษะ
  • น้ำหนักน้อยหรือตกเกณฑ์และไม่อยากอาหาร
  • ปวดท้อง หรือมีปัญหาในการย่อยอาหาร คลื่นไส้ อาเจียน
  • นอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิท
  • ฝันร้าย

นอกจากนี้ ยังรวมถึงพฤติกรรมถดถอย เช่น ความสามารถในการช่วยเหลือตัวเอง (เช่น การอาบน้ำ แต่งตัว) ที่เด็กเคยทำได้เองแล้วแต่กลับเรียกร้อง / ร้องขอให้พ่อแม่ช่วย หรือปฏิเสธที่จะทำด้วยตัวเอง หรือการกลับมามีปัสสาวะรดที่นอน เป็นต้น

วิธีการลดความเครียดของเด็ก

  1. การทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัวเช่น ทานข้าวร่วมกัน ออกกำลังกาย อ่านหนังสือ ปลูกต้นไม้ ให้เด็กได้ช่วยงานบ้านเล็กๆน้อยๆ เพื่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ที่ดี  มีความสุข ทำให้เด็กลืมเรื่องเครียด อีกทั้งยังทำให้เกิดความอบอุ่นในครอบครัวด้วย
  2. การพูดอย่างสร้างสรรค์ และแสดงอารมณ์อย่างเหมาะสมพูดในทางบวก พ่อแม่ควรให้ความสำคัญกับการพูดจากับเด็กให้มาก คือการพูดในทางบวก การชมเชยลูก การให้กำลังใจ ในการสอนลูก ควรใช้คำพูดที่สุภาพ เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดี และช่วยให้ความสัมพันธ์ของคุณและเด็กมีคุณภาพขึ้น
  3. การให้เด็กได้พบกับประสบการณ์การเรียนรู้ใหม่ๆนอกจากการเรียน เสริมสร้างประสบการณ์ใหม่ๆให้เด็ก ควรให้เด็กรู้จักความผิดพลาดบ้าง เพื่อทำให้เด็กเกิดความเรียนรู้ รู้จักปรับตัวและรู้จักแก้ไขปัญหา
  4. การยอมรับในความสามารถของเด็กและไม่ควรบังคับเด็กให้ทำในสิ่งที่ยังไม่พร้อม ไม่เร่งเด็กในด้านวิชาการมากจนเกินไป และควรให้เวลากับเด็กในการเรียนรู้ปรับตัวด้านสังคมด้วย พ่อแม่ส่วนใหญ่มักมองข้ามและเร่งเด็กให้เรียนกวดวิชาเพิ่ม ทำให้ไม่มีโอกาสได้ใช้เวลาทำกิจกรรมอื่นหรือเล่นกับเพื่อน “ทำให้เด็กขาดทักษะการเข้าสังคม” เข้ากับเพื่อนไม่ได้ และไม่รู้ว่าการเข้ากับเพื่อนต้องทำอย่างไรบ้างเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น
  5. รับฟังความคิดเห็นเด็กเมื่อเด็กทำผิดสิ่งที่ควรทำคือรับฟังความคิดเห็น และถามถึงเหตุผลที่เด็กกระทำสิ่งนั้นว่าคืออะไร? ทำไมจึงทำ? เมื่อทราบสาเหตุจะทำให้เข้าใจถึงการกระทำของเด็ก ส่งผลให้เราสามารถพูดคุยและสอนเด็กได้อย่างถูกต้อง และส่งเสริมให้เด็กได้แก้ไขในสิ่งที่เกิดขึ้น

“ความเครียดในเด็ก” ถือเป็นเรื่องสำคัญที่พ่อแม่ต้องเข้าใจและดูแล อย่าปล่อยปละละเลย หากพบว่าเด็กมีอาการซึมเศร้า ผิดปกติ พ่อแม่ได้พยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมภายในครอบครัวแล้วแต่ยังไม่เปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นก็ควรปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาโดยเร็ว

แพทย์ผู้เขียน

จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น

ให้คะแนนบทความนี้
[คะแนนบทความนี้: 0]